เมื่อวันที่ 31 ก.ค.นายแพทย์เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา และอินฟลูเอนเซอร์ ด้านสุขภาพชื่อดัง โพสต์ข้อความระบุว่า

สมัยก่อน หากมีชายหนุ่มในหมู่บ้านเสียชีวิตกลางดึก ทั้งที่ตอนกลางวันยังดูแข็งแรง

ทำงานหนักได้ และไม่มีโรคประจำตัว คนอีสานบางพื้นที่มักเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “ผีแม่ม่ายเอาไป” หรือ “โรคแม่ม่าย” บางบ้านถึงกับนำเสื้อผ้าผู้หญิงมาแขวนหน้าบ้าน ทาเล็บ หรือทำสัญลักษณ์บางอย่างเพื่อหลอกผีแม่ม่ายไม่ให้มาเอาผู้ชายในครอบครัวไป

แต่ในทางการแพทย์ สิ่งที่ชาวบ้านเคยเรียกว่าโรคแม่ม่าย ส่วนหนึ่งตรงกับภาวะที่เรียกว่า

โรคไหลตาย หรือ Sudden Unexplained Nocturnal Death Syndrome: SUNDS

คือการเสียชีวิตกะทันหันในเวลากลางคืน มักเกิดกับชายวัยหนุ่มหรือวัยกลางคนที่ดูแข็งแรง และเมื่อชันสูตรแล้วอาจไม่พบโรคหัวใจเชิงโครงสร้าง ไม่พบหลอดเลือดหัวใจตีบรุนแรง และไม่พบสาเหตุอื่นที่อธิบายการเสียชีวิตได้อย่างชัดเจน

ปัจจุบันเราทราบว่า ผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่งในกลุ่มนี้มีความเกี่ยวข้องกับ Brugada syndrome ซึ่งเป็นความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ ไม่ใช่เรื่องของสิ่งลี้ลับครับ

1. ทำไมคนที่ดูแข็งแรงจึงเสียชีวิตได้?

สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือ คิดว่าคนเป็นโรคหัวใจต้องอ้วน ต้องเหนื่อยง่าย ต้องเจ็บหน้าอก หรือมีหลอดเลือดหัวใจตีบก่อนเสมอ

แต่ Brugada syndrome เป็นโรคที่หัวใจอาจมีรูปร่างปกติ กล้ามเนื้อหัวใจไม่ได้หนา ไม่ได้โต และหลอดเลือดหัวใจอาจไม่มีการอุดตันเลย

ปัญหาอยู่ที่ “ระบบไฟฟ้า” ซึ่งควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ

ในบางคน ช่องทางที่ควบคุมการผ่านเข้าออกของโซเดียมและประจุไฟฟ้าในเซลล์หัวใจทำงานผิดปกติ ทำให้หัวใจห้องล่างเกิดจังหวะเต้นที่เร็วและไร้ประสิทธิภาพ เช่น ventricular fibrillation

เมื่อเกิดขึ้น หัวใจจะไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองได้ ผู้ป่วยอาจหมดสติ หยุดหายใจ และเสียชีวิตภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที หากไม่มีคนเห็นเหตุการณ์และไม่มีการทำ CPR หรือใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติอย่างรวดเร็ว

งานวิจัยในชายไทยที่รอดชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นโดยไม่ทราบสาเหตุ พบว่าเหตุการณ์ ventricular fibrillation มักเกิดเวลากลางคืนขณะนอนหลับ และมีลักษณะทางคลื่นไฟฟ้าหัวใจสอดคล้องกับ Brugada syndrome ในผู้ป่วยจำนวนหนึ่ง

2. ทำไมจึงพบในชายอีสานมากกว่ากลุ่มอื่น?

งานศึกษาผู้เสียชีวิตจาก SUNDS ในประเทศไทยพบว่า ผู้เสียชีวิตเป็นชายอายุประมาณ 20–49 ปี หลายรายมีภูมิลำเนาเดิมอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และประมาณครึ่งหนึ่งถูกพบว่าเสียชีวิตในช่วงเที่ยงคืนถึงหกโมงเช้า โดยพบมากที่สุดราวตีสอง

ในช่วงหลายสิบปีก่อน โรคนี้ได้รับความสนใจมากขึ้น เมื่อชายไทยวัยแรงงานจำนวนหนึ่งเดินทางไปทำงานก่อสร้างในประเทศสิงคโปร์แล้วเสียชีวิตอย่างกะทันหันขณะหลับ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นยังดูแข็งแรงและทำงานได้ตามปกติ

เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่า “การเป็นคนอีสานทำให้ต้องเป็นโรค” แต่สะท้อนว่าอาจมีปัจจัยทางพันธุกรรมบางอย่างที่พบในประชากรไทย–ลาวและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่าประชากรบางกลุ่ม

Brugada syndrome จึงอาจเงียบอยู่ในร่างกายมาตั้งแต่เกิด โดยเจ้าตัวไม่เคยรู้ตัวเลย จนกระทั่งมีปัจจัยบางอย่างมากระตุ้นให้ระบบไฟฟ้าหัวใจผิดปกติรุนแรงขึ้น

.

3. แล้วข้าวเหนียวเกี่ยวข้องอย่างไร?

คำถามนี้สำคัญมาก เพราะมีการพูดต่อกันมานานว่า

“คนอีสานกินข้าวเหนียวมาก จึงเป็นโรคไหลตาย”

ผมขอย้ำว่า ข้อมูลปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปว่า ข้าวเหนียวเป็นสาเหตุโดยตรงของ Brugada syndrome หรือโรคไหลตาย

คนไทยหลายล้านคนกินข้าวเหนียวมาตลอดชีวิตโดยไม่เคยมีปัญหาหัวใจเต้นผิดจังหวะ และผู้ที่มี Brugada syndrome ในหลายประเทศก็ไม่ได้กินข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก

แต่เหตุที่ข้าวเหนียวและรูปแบบอาหารของคนอีสานเคยถูกนำมาตั้งสมมติฐาน มีอยู่หลายประเด็นครับ

ประเด็นแรกคือ ในอดีตบางครอบครัวอาจรับประทานอาหารที่มีข้าวเหนียวเป็นสัดส่วนสูง แต่มีผัก ผลไม้ โปรตีน และแหล่งแร่ธาตุค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะในช่วงที่มีฐานะยากจนหรือเดินทางไปทำงานต่างถิ่น

รูปแบบอาหารเช่นนี้อาจทำให้ได้รับโพแทสเซียมและสารอาหารบางชนิดไม่เพียงพอ ไม่ใช่เพราะข้าวเหนียวมีพิษ แต่เพราะอาหารทั้งมื้ออาจขาดความหลากหลาย

ในช่วงแรกจึงเคยมีสมมติฐานว่า ภาวะขาดโพแทสเซียมอาจมีส่วนกระตุ้นหัวใจเต้นผิดจังหวะในคนที่มีความไวอยู่แล้ว มีงานในอดีตเสนอว่าโพแทสเซียมต่ำอาจเกี่ยวข้องกับโรคไหลตายและภาวะอัมพาตเป็นพัก ๆ จากโพแทสเซียมต่ำในคนภาคอีสาน

อย่างไรก็ตาม งานศึกษาอื่นไม่พบหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าโพแทสเซียมต่ำเป็นสาเหตุหลัก เพราะผู้ป่วยบางรายที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์หัวใจหยุดเต้นไม่ได้มีภาวะโพแทสเซียมต่ำ และสามารถฟื้นกลับมาได้โดยไม่ได้รับโพแทสเซียมเสริม

ดังนั้นเราควรแยกให้ชัดเจนว่า

ข้าวเหนียวไม่ใช่ตัวการโดยตรง

แต่การกินคาร์โบไฮเดรตปริมาณมาก ร่วมกับอาหารที่ไม่สมดุล อาจเป็นปัจจัยร่วมในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะในผู้ที่มีระบบไฟฟ้าหัวใจผิดปกติอยู่เดิม

.

4. มื้อใหญ่ก่อนนอนอาจเป็นตัวกระตุ้นได้อย่างไร?

หลังรับประทานมื้อใหญ่มาก โดยเฉพาะมื้อที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง กระเพาะอาหารจะขยายตัว ร่างกายจะหลั่งอินซูลินเพิ่มขึ้น และระบบประสาทพาราซิมพาเทติกหรือ vagal tone จะทำงานเด่นขึ้น

ในคนทั่วไป สิ่งเหล่านี้มักไม่ก่ออันตราย แต่ในผู้ที่มี Brugada syndrome การพักผ่อน การนอนหลับ และภาวะที่ vagal tone สูง อาจทำให้ความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจแสดงออกชัดขึ้น นี่อาจอธิบายได้ว่าเหตุใดหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงจึงมักเกิดขณะหลับ หลังมื้อใหญ่ หรือหลังดื่มแอลกอฮอล์มาก

ดังนั้นสิ่งที่น่ากังวลอาจไม่ใช่ “ข้าวเหนียวหนึ่งคำ” แต่เป็นการกินข้าวเหนียวหรืออาหารคาร์โบไฮเดรตปริมาณมากในมื้อดึก กินจนอิ่มแน่น แล้วเข้านอนทันที ประกอบกับมีความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจที่ซ่อนอยู่

ถึงอย่างนั้น เรื่องนี้ยังเป็น ปัจจัยกระตุ้นที่เป็นไปได้ ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าการกินข้าวเหนียวทำให้เกิดโรคในคนปกติครับ

.

5. ตัวกระตุ้นสำคัญที่ต้องระวัง

ในผู้ที่เป็น Brugada syndrome หรือสงสัยว่ามีความเสี่ยง ตัวกระตุ้นที่มีความสำคัญ ได้แก่

– ไข้สูง เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นสามารถรบกวนการทำงานของช่องโซเดียมและทำให้ลักษณะ Brugada บน ECG ปรากฏชัดขึ้น

– การดื่มแอลกอฮอล์หนัก โดยเฉพาะก่อนนอน

– การกินมื้อใหญ่มากในช่วงดึก

– ยาบางชนิด ที่รบกวนระบบไฟฟ้าหัวใจ รวมถึงยาจิตเวช ยาชา และยารักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะบางกลุ่ม

– ความผิดปกติของเกลือแร่ เช่น โพแทสเซียมต่ำหรือสูงผิดปกติ และบางครั้งเหตุการณ์สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่มีตัวกระตุ้นที่ชัดเจนเลย

.

6. ชันสูตรแล้วทำไมอาจไม่พบอะไร?

เพราะ Brugada syndrome เป็นโรคของระบบไฟฟ้าหัวใจ การชันสูตรจึงอาจพบว่า

หัวใจมีขนาดปกติ

หลอดเลือดหัวใจไม่ได้ตีบรุนแรง

ไม่พบกล้ามเนื้อหัวใจตาย

ไม่พบลิ่มเลือดอุดตันในปอด

และไม่พบสารพิษที่อธิบายการเสียชีวิต

สิ่งที่ทำให้หัวใจหยุดเต้นคือความผิดปกติของจังหวะไฟฟ้า ซึ่งหายไปแล้วเมื่อผู้ป่วยเสียชีวิต จึงไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจากการผ่าชันสูตร

การสรุปว่าเป็น Brugada จึงต้องใช้ข้อมูลหลายส่วนร่วมกัน ทั้ง ECG เดิม ประวัติการเป็นลม ประวัติครอบครัว ผลชันสูตร ผลพิษวิทยา และบางกรณีอาจตรวจยีนจากเลือดหรือเนื้อเยื่อที่เก็บไว้

.

7. ใครบ้างควรไปตรวจ?

คนวัยหนุ่มไม่จำเป็นต้องไปตรวจพันธุกรรมทุกคน แต่ควรปรึกษาแพทย์หากมีประวัติเหล่านี้

เคยเป็นลมหรือหมดสติโดยไม่ทราบสาเหตุ

เคยมีอาการใจสั่นร่วมกับหน้ามืด

เคยชัก โดยเฉพาะขณะหลับหรือขณะมีไข้

มีคนสังเกตว่าหายใจเฮือกหรือส่งเสียงผิดปกติขณะนอน

เคยหมดสติเมื่อมีไข้สูง

หรือมีพ่อ แม่ พี่ น้อง หรือลูกเสียชีวิตกะทันหันตั้งแต่อายุน้อย

การตรวจพื้นฐานคือ ECG แต่ Brugada pattern อาจไม่ได้ปรากฏตลอดเวลา บางคนต้องติดตำแหน่งขั้วไฟฟ้า V1–V2 สูงกว่าปกติ หรือประเมินเพิ่มเติมโดยแพทย์โรคหัวใจด้านระบบไฟฟ้าหัวใจ

สิ่งที่ “โรคแม่ม่าย” สอนเรา

เมื่อหลายสิบปีก่อน คนในหมู่บ้านเห็นชายหนุ่มแข็งแรงเข้านอนแล้วไม่ตื่นขึ้นมา ไม่มีบาดแผล และชันสูตรในยุคนั้นก็อาจไม่พบคำตอบ จึงอธิบายเหตุการณ์ผ่านความเชื่อเรื่องผีแม่ม่าย

แต่วันนี้เราทราบแล้วว่า อย่างน้อยในผู้เสียชีวิตบางราย สิ่งที่พรากชีวิตเขาไปอาจไม่ใช่สิ่งลี้ลับ หากเป็นกระแสไฟฟ้าหัวใจที่เปลี่ยนจากจังหวะปกติไปเป็นจังหวะร้ายแรงภายในไม่กี่วินาที

และต้องพูดให้ชัดอีกครั้งว่า คนอีสานไม่ได้เป็นโรคเพราะกินข้าวเหนียว

ข้าวเหนียวไม่ใช่ยาพิษ และไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของ Brugada syndrome

สิ่งที่อาจเกี่ยวข้องคือพันธุกรรมของแต่ละคน ร่วมกับตัวกระตุ้น เช่น ไข้สูง แอลกอฮอล์ มื้ออาหารที่ใหญ่มาก ความผิดปกติของเกลือแร่ และช่วงเวลาที่ระบบประสาทขณะหลับเปลี่ยนแปลง

วัยหนุ่มและรูปร่างที่แข็งแรงจึงไม่ได้รับประกันว่าระบบไฟฟ้าหัวใจจะปกติเสมอไป

หากครอบครัวใดเคยมีคนเสียชีวิตกะทันหันขณะหลับ อย่าปล่อยให้คำว่า “ไหลตาย” จบลงเพียงแค่การทำใจ ญาติสายตรงควรนำประวัติไปปรึกษาแพทย์และตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพราะการค้นพบความเสี่ยงในคนที่ยังมีชีวิต อาจช่วยป้องกันไม่ให้ความสูญเสียแบบเดิมเกิดขึ้นซ้ำในครอบครัวได้ครับ