วันที่ 2 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควบคุมและกำหนดมาตรฐานการเรียกเก็บค่าบริการทางการเงิน โดย นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ลงนามในประกาศ 2 ฉบับสำคัญลงวันที่ 1 มิถุนายน 2569
ทั้งนี้ ธปท. ได้ให้ความสำคัญและส่งเสริมให้ประชาชนผู้ใช้บริการทางการเงินได้รับความเป็นธรรม สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินได้ด้วยอัตราค่าบริการที่เหมาะสม สอดคล้องกับต้นทุนการให้บริการ รวมทั้งได้รับการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและเพียงพอต่อการตัดสินใจ
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันพบว่าการเรียกเก็บค่าบริการสำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเงินบางรายการไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง โดยบางรายการมีต้นทุนลดลง หรือไม่มีต้นทุนแล้ว จากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีแต่ยังคงมีการเรียกเก็บค่าบริการคงเดิม
ขณะที่ค่าบริการบางรายการมีช่วงอัตราค่าบริการของผู้ใช้บริการทั้งระบบแตกต่างกันมาก ซึ่งอาจสะท้อนว่ามีการเรียกเก็บในระดับที่สูงเกินควร หรือค่าบริการบางรายการที่อธิบายหลักการคิดที่สะท้อนต้นทุนได้ไม่ชัดเจน
จากรายละเอียดในประกาศ ธปท. ระบุว่า ปัจจุบันพบบริษัทหรือสถาบันการเงินเรียกเก็บค่าบริการสำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเงินบางรายการ “ไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโครงสร้างเทคโนโลยีเปลี่ยนไป ทำให้ต้นทุนการให้บริการหลายอย่างลดลงหรือแทบไม่มีต้นทุนแล้ว แต่ผู้ให้บริการยังคงเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราเดิม
ขณะเดียวกัน ค่าบริการบางประเภทในระบบมีความแตกต่างกันมากระหว่างผู้ให้บริการแต่ละแห่ง ซึ่งสะท้อนว่ามีการเรียกเก็บในระดับที่สูงเกินควร และขาดคำอธิบายหลักคิดที่ชัดเจน
ธปท. จึงได้กำหนดเกณฑ์มาตรฐานเดียวกัน และย้ำว่าสถาบันการเงินยังคงต้องถือปฏิบัติตามกรอบหลักการ (Guiding Principles) ตามประกาศเดิม (ที่ สกส๒. ๗/๒๕๖๕) คือ การคิดค่าบริการต้องเป็นธรรม ไม่เอาเปรียบ ไม่เรียกเก็บซ้ำซ้อน และห้ามผลักภาระให้แก่ลูกค้าจนเกินสมควร
ขอบเขตการบังคับใช้
มาตรการนี้ ครอบคลุม “ผู้ให้บริการ” ทุกรายในประเทศไทย ได้แก่
- สถาบันการเงินทุกแห่งตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน
- ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) ทุกแห่ง
- มีผลบังคับใช้กับกลุ่มลูกค้าบุคคลธรรมดา และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นหลัก
สรุปสาระสำคัญโครงสร้างเพดานค่าธรรมเนียมใหม่ 4 กลุ่มบริการพื้นฐาน
ธปท. ได้กำหนดอัตราเพดานสูงสุดและเงื่อนไขเพิ่มเติมไว้ดังนี้
1.ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัญชีเงินฝาก (สำหรับบุคคลธรรมดา และ SMEs)
ค่าขอรายการเดินบัญชี (Statement):
- รูปแบบกระดาษ : เรียกเก็บได้ไม่เกิน 100 บาท ต่อบัญชีต่อครั้ง (สำหรับการขอย้อนหลังไม่เกิน 12 เดือน) หากต้องจัดส่งทางไปรษณีย์สามารถคิดค่าส่งตามจริงได้
- รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Statement) : ห้ามเรียกเก็บค่าบริการ (ฟรี 0 บาท) สำหรับการขอย้อนหลังไม่เกิน 12 เดือน
หมายเหตุ : สถาบันการเงินต้องมีบริการทั้ง 2 รูปแบบให้ลูกค้าเลือก ยกเว้นธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ที่ไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับให้ต้องจัดทำรูปแบบกระดาษ
ค่าขอหนังสือรับรองฐานะทางการเงิน (รูปแบบกระดาษ) : เรียกเก็บได้ไม่เกิน 100 บาท ต่อชุดต่อครั้ง
ค่ารักษาบัญชีเงินฝาก (กรณีบัญชีไม่เคลื่อนไหว) : เรียกเก็บได้ไม่เกิน 20 บาทต่อเดือน และจะเก็บได้เฉพาะบัญชีที่นิ่งเฉยติดต่อกันเกิน 1 ปี และมียอดคงเหลือไม่เกิน 2,000 บาท เท่านั้น
2.ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (สำหรับบุคคลธรรมดา)
- บัตรเอทีเอ็มพื้นฐาน (Basic ATM) : ค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปีรวมกันต้องไม่เกิน 150 บาทต่อปี
- บัตรเดบิตพื้นฐาน (Basic Debit) : ค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปีรวมกันต้องไม่เกิน 200 บาทต่อปี (ครอบคลุมการกด โอน ถอน สอบถามยอด และชำระค่าสินค้า)
- การเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต : เรียกเก็บค่าธรรมเนียมได้ไม่เกิน 2.5% ของจำนวนเงินสดที่เบิกถอน (มีผลบังคับทั้งแบงก์และ Non-Bank)
3.ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการชำระเงิน (สำหรับลูกค้าทุกกลุ่ม)
- ค่าบริการข้ามเขตและค่าคู่สาย : ห้ามเรียกเก็บค่าบริการ ในทุกช่องทางอิเล็กทรอนิกส์และตู้ ATM/CDM/CRM (เช่น การโอนเงิน การฝากเช็ค หรือการจ่ายบิลใบแจ้งหนี้)
ข้อยกเว้นเดียว : การทำธุรกรรมฝาก/ถอนเงินสดข้ามเขตที่หน้าเคาน์เตอร์สาขา สามารถเรียกเก็บได้ ไม่เกิน 0.05% ของมูลค่าธุรกรรม
- การโอนเงินผ่านระบบ Bulk Payment (Same day) : เรียกเก็บได้ไม่เกิน 20 บาทต่อรายการ
- ค่าชดเชยอัตราแลกเปลี่ยน (Commission in lieu of exchange) : เรียกเก็บได้ไม่เกิน 0.125% ของมูลค่าเงิน สำหรับบุคคลธรรมดาและ SMEs กำหนดอัตราขั้นต่ำไม่เกิน 300 บาท และสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท (และห้ามเก็บกรณีโอนเงินระหว่างบัญชีภายในธนาคารเดียวกัน)
- ค่าโอนเงินผ่านระบบบาทเนต (Bahtnet) : กรณีลูกค้าบุคคลธรรมดาและ SMEs ยื่นคำขอผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้เรียกเก็บค่าบริการจากผู้โอนและผู้รับโอนรวมกันไม่เกิน 100 บาทต่อรายการ
4.ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
- ค่าบริการการใช้สินเชื่อ (Front-end fee) : วงเงินไม่เกิน 15 ล้านบาท เก็บไม่เกิน 2.5% ของวงเงิน (สูงสุดไม่เกิน 250,000 บาท) ส่วนวงเงินมากกว่า 15 ล้านบาท เก็บไม่เกิน 2.5% ของวงเงิน
- ค่าชำระสินเชื่อก่อนครบกำหนด (Prepayment fee) : เก็บได้ไม่เกิน 3% ของยอดเงินต้นคงค้าง แต่ห้ามเรียกเก็บในกรณีที่ลูกค้าจ่ายเงินต้นไปแล้วเกินกว่า 50% ของยอดเบิกใช้จริง และผ่อนชำระมาแล้วเกิน 50% ของระยะเวลาตามสัญญา
- ค่าบริการกรณียกเลิกวงเงิน (Cancellation fee) : ห้ามเรียกเก็บหากมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมผูกพันวงเงิน (Commitment fee) ไปแล้ว หรือลูกค้าได้มีการเบิกใช้วงเงินไปแล้วบางส่วนหรือทั้งหมด
ห้ามธนาคารขึ้นค่าธรรมเนียมอื่นทดแทนเด็ดขาด
- เพื่อป้องกันไม่ให้สถาบันการเงินฉวยโอกาสปรับเพิ่มค่าบริการอื่นทดแทนรายได้ที่ลดลง ธปท. ได้ออกกฎเหล็กห้ามผู้ให้บริการเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มขึ้นในรายการที่ถูกควบคุม และห้ามแอบไปขึ้นค่าบริการรายการอื่น ปรับตั้งรายการใหม่ หรือเพิ่มอัตราดอกเบี้ย
- ข้อยกเว้น : สามารถทำได้เฉพาะกรณีที่มีเหตุจำเป็นอย่างมีนัยสำคัญ (เช่น ต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือสิ้นสุดช่วงโปรโมชั่น) แต่ผู้ให้บริการต้องจัดเก็บข้อมูลเอกสารหลักฐานสนับสนุนความจำเป็นไว้ให้ครบถ้วน เพื่อให้ผู้ตรวจการของ ธปท. สามารถเข้าตรวจสอบได้
ไทม์ไลน์การบังคับใช้ (แบ่งเป็น 3 ระยะ ในปี 2569)
ประกาศนี้ให้มีผลบังคับใช้วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่ข้อกำหนดเฉพาะที่แบ่งกรอบเวลาไว้ 3 เฟส ดังนี้
1.เฟสที่ 1 (เริ่ม 1 กรกฎาคม 2569): บังคับใช้เกณฑ์ ค่าขอ Statement, ค่าขอหนังสือรับรองทางการเงิน, ค่ารักษาบัญชี, ค่าธรรมเนียมกดเงินสดจากบัตรเครดิต, ค่าธรรมเนียมข้ามเขตยกเว้นส่วนของตู้เอทีเอ็มและใบแจ้งหนี้, และค่าชดเชยอัตราแลกเปลี่ยน (ส่วนทั่วไป)
2.เฟสที่ 2 (เริ่ม 1 กันยายน 2569): บังคับใช้เกณฑ์ ค่าธรรมเนียมบัตรเอทีเอ็ม/เดบิตพื้นฐาน, ค่าธรรมเนียมข้ามเขตที่ตู้และใบแจ้งหนี้, ค่าโอนเงิน Bulk Payment ภายในวัน, และมาตรการสินเชื่อ SMEs ทั้งหมด
3.เฟสที่ 3 (เริ่ม 1 ตุลาคม 2569): บังคับใช้เกณฑ์ เพดานขั้นต่ำ/สูงสุดของค่าชดเชยอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับบุคคลธรรมดาและ SMEs รวมถึงค่าโอนเงินระบบบาทเนตผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์
ธปท. กำหนดบทเฉพาะกาลไว้ชัดเจนว่า หากผู้ให้บริการรายใดไม่สามารถปรับปรุงระบบคอมพิวเตอร์หรือการดำเนินงานให้เป็นไปตามเกณฑ์ได้ทันตามกรอบเวลา ผู้ให้บริการรายนั้นต้องดูแลไม่ให้ลูกค้าต้องจ่ายเงินเกิน หรือต้องทำการเยียวยาคืนเงินส่วนต่างที่เรียกเก็บเกินไปให้แก่ลูกค้าในโอกาสแรกสุดด้วยวิธีการที่เป็นประโยชน์แก่ลูกค้าที่สุด และต้องส่งแผนปรับปรุงระบบให้ ธปท. ตรวจสอบโดยเร็ว
อ่านรายละเอียดและตารางค่าธรรมเนียมทั้งหมดที่นี่ ข้อมูลอ้างอิง :



