สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) จัดงานสัมมนาวิชาการครบรอบ 33 ปี TEI “สิ่งแวดล้อมโลก สิ่งแวดล้อมไทย : ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” เปิดเวทีระดับประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทิศทางนโยบาย และแนวทางรับมือ “3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก สู่ความท้าทายสิ่งแวดล้อมไทย” ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) และ มลพิษ (Pollution) ซึ่ง 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมล้วนมีความเชื่อมโยงกันและส่งผลกระทบในทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมโดยศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงานและร่วมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “การใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการแก้ไขปัญหาวิกฤติสิ่งแวดล้อมไทย”

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวว่า   การทำ Net Zero เพียงอย่างเดียวอาจไม่ทำให้ “Green” มากนัก จึงมีแนวคิดเรื่อง Nature Positive   (การฟื้นฟูธรรมชาติเชิงบวก ป้าหมายระดับโลกที่มุ่งหยุดยั้งและฟื้นคืนความสูญเสียของความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ โดยเปลี่ยนจากการอนุรักษ์แบบตั้งรับ ลดผลกระทบเชิงลบ ไปสู่การลงมือทำเชิงรุก เพื่อให้ธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แนวคิดนี้เปรียบเสมือนเป้าหมาย Net Zero ของด้านความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมีเป้าหมายสำคัญระดับโลก ดังนี้  ยุติความเสื่อมโทรมหยุดการสูญเสียพื้นที่ธรรมชาติและทรัพยากร ฟื้นฟูให้ดีขึ้น เพิ่มความสมบูรณ์และความหลากหลายทางชีวภาพให้มากกว่าระดับในปี พ.ศ.2563 ภายในปี พ.ศ. 2573              ) ทั้งนี้ถ้า ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity )ยังคงอยู่ที่เดิมหรือหายไปก็ไม่มีประโยชน์

 “ที่ผ่านมามักจะเกิดช่องว่างสำคัญคือ การมีผลงานวิจัยที่ดีเยี่ยมและมีประโยชน์อยู่บนหิ้ง แต่เมื่อนำลงไปทดลองปฏิบัติจริงในพื้นที่กลับไม่เกิดประโยชน์ หรือมีต้นทุนในการผลิตที่สูงเกินไปจนชุมชนไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้”ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน   กล่าว

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน  กล่าวว่ากล่าวว่า กระทรวงอว. มี หน่วยบริการจัดการทุน (บพท.)เน้นการดูแลเรื่อง พื้นที่ เป็นตัวตั้ง บพท. จึงได้ปรับเปลี่ยนทิศทางใหม่ทั้งหมด โดยหันมามุ่งเน้นการพัฒนาและประยุกต์ใช้ “Appropriate Technology” หรือเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละชุมชน พร้อมทั้งเปลี่ยนบทบาทของนักวิจัยจากเดิมที่เป็นผู้เชี่ยวชาญบนหิ้ง ให้กลายมาเป็น “Facilitator” หรือผู้ช่วยผู้อำนวยความสะดวกในการเชื่อมโยงและประสานงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่กลไกนี้จะช่วยให้นักวิจัยเข้าไปรับฟังและแก้ไขปัญหาตามความต้องการที่แท้จริงของคนในชุมชน แม้ว่าบางโครงการอาจจะเป็นงานวิจัยขนาดเล็ก แต่กลับตอบโจทย์ได้ตรงจุดและสร้างผลประโยชน์ในการแก้ปัญหาพื้นที่ได้อย่างมหาศาล ยกระดับความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น

**โลกรวน “จนซ้ำ จนลึก จนยาว”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันไม่ใช่เพียงเรื่องของมลพิษหรืออากาศบริสุทธิ์เท่านั้น แต่เป็นเรื่องเดียวกับคุณภาพชีวิตของประชาชนและการวางรากฐานการพัฒนาเมืองในอนาคต หากสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม การแก้ปัญหาในมิติอื่นๆ เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจ ปากท้อง หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานก็ไม่มีประโยชน์

โดยเฉพาะปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศ (Climate Disruption) ที่ทำให้หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับภัยพิบัติซ้ำซาก จนเกิดภาวะ “จนซ้ำ จนลึก และจนยาว” กลายเป็นกับดักความยากจนที่กัดเซาะสังคมไทย ดังนั้น เรื่องสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องเดียวกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและ GDP ของประเทศ ที่ทุกหน่วยงานต้องขับเคลื่อนไปขนานกัน สำหรับการขับเคลื่อนในครั้งนี้จะใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งในการทำงานครอบคลุมใน 3 ระดับสำคัญ ได้แก่ ระดับชุมชน ระดับเมือง และระดับจังหวัด ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีการนำร่องนวัตกรรมต้นแบบที่ประสบความสำเร็จและเห็นผลจริงในหลายพื้นที่ เพื่อเป็นแนวทางในการขยายผลต่อไป

**โมเดลงานวิจัยเกิดประโยชน์ต่อชุมชน

              อย่างไรก็ตาม ในมิติการจัดการภัยพิบัติและการจัดการป่าไม้ มีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมเด่นชัด อาทิเช่น การจัดการไฟป่า การนำเศษวัสดุเหลือใช้มาทำแนวกั้นไฟและสร้างเป็น Circular Economy สร้างรายได้หมุนเวียนให้ชุมชนทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าชายเลนควบคู่ไปกับการส่งเสริมอาชีพ การแปรรูปสินค้า และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ตัวการจัดการผืนป่าใหญ่ มีโมเดลชุมชนกับโครงการอนุรักษ์ผืนป่าขนาดใหญ่กว่า 6,000 ไร่ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ได้เข้ามาร่วมดูแลและใช้ประโยชน์จากป่าอย่างยั่งยืน       

ขณะที่การขับเคลื่อนใน “ระดับเมืองและพลังงาน” มีโครงการเด่นๆ ได้แก่เทศบาลเมืองแม่เหียะ จ.เชียงใหม่ โครงการรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้าสำหรับวิ่งเก็บขยะเศษอาหารเพื่อลดขยะและแปรรูปตั้งแต่ต้นทาง  หรือโครงการSaraburi Sandbox จ.สระบุรี ร่วมมือกับภาคเอกชนในการปลูกพืชพลังงาน เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่วิสาหกิจชุมชนและลดการปล่อยคาร์บอนไปพร้อมกัน ส่วนภาคการเกษตร ส่งเสริมการทำนาข้าวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice) เพื่อลดก๊าซเรือนกระจก oนอกจากนี้ยังใช้กลไกทางการเงิน (Green Finance)เข้ามาสนับสนุนให้ประชาชนในระดับจังหวัดสามารถเข้าถึงการติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ได้ตามเป้าหมาย ส่วนการรับมือภัยพิบัติในมีตัวอย่างพื้นที่จ.ปัตตานีและภาคใต้ พัฒนาแพลตฟอร์มระบบเตือนภัย บูรณาการร่วมกับเรือท้องแบนอเนกประสงค์ที่มีระบบ WiFi และพลังงานสะอาดในตัว รวมถึงนวัตกรรมห้องน้ำลอยน้ำเพื่อบรรเทาทุกข์ในช่วงเกิดอุทกภัย

  **4 กลไกสู่อนาคต Net Zero

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน กล่าวว่า  กลไกสำคัญ 4 ประการที่สถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานวิจัยต้องทำเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมลงสู่พื้นที่ ประกอบด้วย

  1. กลไกการรวมข้อมูลเพื่อสร้างฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ที่แม่นยำ
  2. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อพร้อมรับมือภัยพิบัติและปัญหาสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ
  3. การพัฒนาทุนมนุษย์ เสริมศักยภาพและความพร้อมให้ประชาชนทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเกิดภัยพิบัติ
  4. การยิงนวัตกรรมลงตรงสู่พื้นที่เป้าหมาย โดยเริ่มต้นจากเทคโนโลยีที่เหมาะสม เป็นอันดับแรก ก่อนที่จะค่อยๆ ขยับขยายพัฒนาไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง ในขั้นตอนต่อไป

หัวใจสำคัญที่สุดของการทำงานคือ นักวิจัยและหน่วยงานภาครัฐจะต้องเดินลงไป “ถามความต้องการของชุมชนก่อนว่าต้องการให้ช่วยอะไร” มากกว่าการคิดแทน และหากสามารถผลักดันนวัตกรรมเหล่านี้ไปสู่รูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ได้ เป้าหมายความร่วมมือสู่ Net Zero ภายในปี 2593 ก็สามารถเกิดขึ้นได้จริงในประเทศไทย

ด้านดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวเสริมว่า วิกฤตสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันเป็นวิกฤติไร้พรมแดนที่ไม่มีประเทศใดสามารถรับมือได้เพียงลำพัง วันนี้โลกกำลังเผชิญทั้งวิกฤติสภาพภูมิอากาศความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศและปัญหามลพิษที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะขยะพลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์ และมลพิษทางอากาศจาก PM2.5 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ เศรษฐกิจและความมั่นคงทางทรัพยากรสิ่งสำคัญที่สุดคือการ “ปรับตัว” เพราะหากเราไม่เริ่มลงมือวันนี้ ความสูญเสียในอนาคตอาจรุนแรงเกินกว่าจะรับมือได้