นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) มีคำสั่งเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2026 ให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เข้าตรวจสอบกรณีพบสัตว์น้ำตายเป็นจำนวนมาก และน้ำทะเลเปลี่ยนสีบริเวณปากน้ำตะโก อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร เพื่อประเมินสาเหตุ ผลกระทบ และเร่งกำหนดแนวทางป้องกันความเสียหายต่อทรัพยากรทางทะเลรวมถึงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่

ทั้งนี้ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จึงได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง ลงพื้นที่สำรวจและตรวจวัดคุณภาพน้ำทะเลเบื้องต้น พร้อมเก็บตัวอย่างแพลงก์ตอน ซึ่งผลการสำรวจพบว่า น้ำทะเลมีสีน้ำตาลแดงและมีกลิ่นเหม็นคาว มีสัตว์น้ำล้มตายหลายชนิดส่วนใหญ่เป็นกลุ่มปลา โดยพบปลาแป้นเป็นชนิดเด่น รองลงมาคือปลาหางควาย ปลาซีกเดียว และปูม้าตามลำดับ

จากการตรวจสอบตัวอย่างแพลงก์ตอนพืช พบการสะพรั่งของแพลงก์ตอนพืชกลุ่มไดอะตอม โดยชนิดเด่นที่พบ ได้แก่ Pseudo-nitzschia spp. มีความหนาแน่นเฉลี่ย 13,430 เซลล์ต่อลิตร รองลงมาคือ Thalassiothrix spp. ความหนาแน่นเฉลี่ย 11,650 เซลล์ต่อลิตร และ Pleurosigma spp. ความหนาแน่นเฉลี่ย 10,270 เซลล์ต่อลิตร ซึ่งความหนาแน่นในระดับนี้สามารถก่อให้เกิดปรากฏการณ์น้ำเปลี่ยนสีได้ (ขีดจำกัดเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 10,000 เซลล์ต่อลิตรขึ้นไป)

นอกจากนี้ ผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำทะเลเบื้องต้นพบว่า ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) อยู่ในช่วง 7.82–8.27 อุณหภูมิ 29.7–32.5 องศาเซลเซียส และความเค็มอยู่ที่ 25–32 ppt (ส่วนพันส่วน) ขณะที่ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำ (DO) อยู่ที่ 3.95–6.28 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยเฉพาะบริเวณคลองปากน้ำตะโกซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งกระชังเลี้ยงปลาของชาวบ้าน พบปลากะพงตายเป็นจำนวนหนึ่ง และตรวจวัดค่าออกซิเจนละลายน้ำได้เพียง 3.95 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งถือว่าต่ำกว่าระดับที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำอย่างมาก

ทางกรม ทช. ระบุว่า การสะพรั่งของแพลงก์ตอนพืชในปริมาณมหาศาลเช่นนี้ ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะบริเวณท้องน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตสัตว์น้ำขาดอากาศหายใจและตายเกลื่อนในพื้นที่ดังกล่าว