ศึกฟุตบอลโลก 2026 รอบ 32 ทีมสุดท้าย ที่สนาม โตรอนโต สเตเดียม ประเทศแคนาดา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทีมชาติโปรตุเกส ยังได้ไปต่อ หลังไล่แซงเชือด โครเอเชีย ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บแบบดราม่าซ้อนดราม่า 2-1 ตีตั๋วผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ
ครึ่งแรกเป็น โปรตุเกส ที่ทำเกมรุกได้วูบวาบกว่า แต่จังหวะสุดท้ายก็ยังไม่เด็ดขาดพอที่จะพังประตู โครเอเชีย ได้ทั้ง 2 ทีมจึงยังเสมอกันอยู่ 0-0

เข้าสู่ครึ่งหลังกลายเป็น โครเอเชีย ที่พังประตูขึ้นนำไปก่อน 1-0 จากฝีเท้าของ อิวาน เปริชิช ฟูลแบ๊กตัวเก๋า ในนาทีที่ 53
หลังเสียประตู โปรตุเกส ลุยแหลก และตามตีเสมอเป็น 1-1 ได้จากการสังหารจุดโทษของ คริสเตียโน โรนัลโด ในนาทีที่ 68 ซึ่งนับเป็นการทำประตูในรอบน็อกเอาต์ฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งแรกของ “ซีอาร์7” และยังเป็นประตูที่ 976 ในอาชีพของเจ้าตัวอีกด้วย

เกมทำท่าจะลงเอยด้วยการเสมอกันอยู่แล้ว กระทั่งช่วงทดเจ็บนาทีที่ 90+4 โปรตุเกส จึงพลิกขึ้นนำ 2-1 จากจังหวะที่ ราฟาเอล เลเอา เปิดบอลให้ กอนซาโล รามอส กองหน้าตัวสำรอง ขึ้นโขกเข้าไปตุงตาข่าย

ทว่าดราม่ายังไม่จบแค่นั้น เมื่อ ยอสโก กวาร์ดิโอล กองหลังโครเอเชีย พุ่งชาร์จบอลจ่อ ๆ เข้าประตูไปในช่วงทดเจ็บนาทีที่ 90+13 ทว่าสุดท้ายก็เฮเก้อ หลังถูกผู้ตัดสินริบประตูคืนเนื่องจาก มาริโอ ปาชาลิช ที่โดนบอลเป็นคนสุดท้ายก่อนที่จะลอยไปเข้าทาง กวาร์ดิโอล นั้น อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าไปก่อนแล้ว

จบเกม โปรตุเกส เฉือน โครเอเชีย แบบสุดดราม่าผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายไปพบกับ สเปน ที่สนาม ดัลลัส สเตเดียม ประเทศสหรัฐ ในวันจันทร์ที่ 6 ก.ค.นี้ ตามเวลาท้องถิ่น.
ภาพ REUTERS



