เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ที่รัฐสภา นายนิกร จำนง คณะทำงานจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ที่ผ่านมา ทางพรรคภูมิใจไทยมีการหารือและมีมติเบื้องต้น จากเดิมที่เราได้ลงชื่อให้กับร่างรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย ซึ่งขณะนั้นพรรคเพื่อไทยมีอยู่ราวๆ 77 เสียง พรรคภูมิใจไทยจึงร่วมลงชื่อ เพื่อให้เสนอร่างฯ ได้ แต่ล่าสุดพรรคเพื่อไทยได้ 189 เสียง อย่างไรก็ตาม จากการอ่านรายละเอียดของร่างฯ เพื่อไทย แล้วพบประเด็นน่ากังวล เกรงว่าจะขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18/2568 วินิจฉัยว่าการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติหมวด 15 แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมได้ แต่ไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ซึ่งตรงนี้ชัดมาก

ส่วนตัวมองว่า การเลือกมา 300 คน ก็เป็นการเลือกโดยตรงแล้ว จะมาให้สภาเลือกเหลือ 100 คน แล้วยังมีประเด็นที่โต้แย้งกับเจตจำนงของประชาชน โดยเมื่อเลือกมาแล้วจะมีลำดับที่จะได้ 1, 2, 3 แล้วถ้าสภาไปเลือกอันดับที่ 3 ก็จะไปแย้งกับเจตนารมณ์ของประชาชนได้  ดังนั้นโดยพฤตินัยเรามองว่าเมื่อตีความทางลึกไปแล้วจะเกิดการบังคับรัฐสภาให้ต้องเลือกคนได้ที่ 1 แล้วจะกลายเป็น “โดยตรง” ในทางปฏิบัติ

นายนิกร กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ปัญหาในเชิงเหตุผล โดยความสัมพันธ์ของ ส.ส.ร. ที่มาจากประชาชนโดยตรง ก็จะมีปัญหาว่าอำนาจในการจัดทำรัฐธรรมนูญเป็นของรัฐสภา ซึ่งก็มาจากประชาชนเหมือนกัน แล้วมันจะยันกันแล้วหาข้อสรุปไม่ได้ เพราะผู้ที่ศาลชี้ชัดว่าผู้สถาปนารัฐธรรมนูญคือประชาชน เพราะ 2560 มาจากการทำประชามติ ซึ่งอำนาจประชาชนมี 3 ครั้ง ครั้งแรกการประชามติขออนุญาตจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ครั้งที่ 2 คือมี ส.ส.ร. ก็ทำรัฐธรรมนูญเพื่อขอแก้พระธรรมนูญคือมาตรา 256 เป็นฉบับระหว่างกลาง และก็ต้องไปขออนุญาตประชาชนอีก เท่ากับประชาชนมีอำนาจเต็ม เสร็จแล้วเมื่อผ่านก็ทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ ก็ถามประชาชนอีก เท่ากับประชาชนเกี่ยวข้อง 3 ครั้ง ถือว่ามีการเกี่ยวพันกับประชาชนอยู่แล้ว

“ดังนั้นพรรคภูมิใจไทยเห็นว่าเมื่อพรรคเพื่อไทยมีเสียงครบแล้ว แล้วหลักการเรามีหลักการเดียว จึงเห็นว่าให้สมาชิกไปพิจารณาถอนชื่อ เพราะหลักการเท่ากับต่างกันมาก พรรคภูมิใจไทยอยากจะเรียนว่า ถ้าพูดถึงความจริงใจในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น เรามีความจริงใจ คือ ทำให้สำเร็จไม่ใช่ว่าเรายื่น ส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยกับการยื่น 2 ร่าง เพราะเราต้องรู้ตัวเองว่ามีความเห็นอย่างไร ไม่ใช่ว่ามีความเห็นร่างนี้แล้วก็ไปมีความเห็นกับอีกร่าง แม้ไม่เขียนห้ามแต่เจตนารมณ์ไม่ควรเป็นแบบนั้น เราไม่ใช่ระบบศรีธนญชัย มันเป็นการกึ่งยิง กึ่งผ่าน ยิงก็ยิงเลย ไม่ยิงก็ไม่ยิงเลย” นายนิกร กล่าว และว่า ดังนั้นขอยืนยันว่าที่เราตัดสินใจแบบนี้ เราทำทุกอย่างให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 18/2568 เพื่อไม่ให้เกิดการร้อง เพราะถ้ามีการยื่นเรื่องนี้ไปจะมีการร้องแน่นอน และศาลรัฐธรรมนูญจะสั่งสต๊อป ยุ่งยากอีก ทำให้ช้าลง เราจึงมีจุดยืนตรงนี้ ส่วนถ้าพูดถึงแง่ความนิยม ของเราจะพยายามทำให้สำเร็จ ไม่บอกว่าให้ประชาชนมามีส่วนร่วม ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าจะไปถึงไหน เราไม่ทำแบบนั้น คือเราพูดแล้วทำ ทำแล้วต้องให้สำเร็จด้วย

นายนิกร กล่าวอีกว่า ทั้งนี้เราไปขยายของเรา อย่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ชัด ว่า ส.ส.ร. ก็ไม่ได้มาจากประชาชนโดยตรงแต่มาโดยอ้อม แต่ที่ถูกเรียกว่าเป็นฉบับประชาชน เพราะฟังประชาชนเยอะ ร่างภูมิใจไทยก็ให้ตั้งกรรมาธิการรับฟังเสียงประชาชน ไปหารือประชาชนทั่วประเทศ 1 ปี นั่นจะเป็นเนื้อหาที่ชี้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนหรือไม่ การบอกว่ามาจากการเลือกตั้งประชาชนอย่างเดียวไม่เพียงพอ ส่วนที่มีข่าวว่า สว. จะนัดหมายหารือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็เป็นเรื่องดี แต่เป็นเพียงความเห็นเท่านั้น แต่ไม่ใช่การวินิจฉัยขององค์คณะตุลาการที่ผูกพันทุกองค์กร ดังนั้นเราก็จะไปในทางของเราที่คิดว่าดีที่สุด ฟังประชาชนมากที่สุด เมื่อหลักการไม่ตรงกันก็พิจารณาถอนชื่อ

เมื่อถามว่า หมายความว่าภูมิใจไทยปิดประตูสู่การเลือกทางอ้อมหรือไม่ นายนิกร กล่าวว่า การทำแบบนั้นมีปัญหาทำแล้วดูดี แต่ไม่สำเร็จ ไม่มีประโยชน์

เมื่อถามว่า จะรับร่างของพรรคอื่นหรือไม่ นายนิกร กล่าวว่า ให้เขายื่นมาก่อน ว่าร่างที่เสนอมาเป็นอย่างไร โดยดูในการพิจารณาของรัฐสภา เป็นการโหวตของรัฐสภา ไม่ใช่ของพรรค เป็นการแสดงตัวมาให้ชัด ไม่ใช่กึ่งยิง กึ่งผ่าน ส่วนจะส่งผลต่อความสัมพันธ์กับเพื่อไทยหรือไม่นั้น ตนมองว่าไม่ใช่อย่างนั้น เราไม่ได้ปัดตก แต่เมื่อหารือและดูเนื้อหาแล้วเห็นว่ามีปัญหา เราจึงยืนของเราให้ชัดดีกว่า และไม่ต้องห่วง เนื่องจากเพื่อไทยมีเสียง 189 ชื่อแล้ว การพิจารณาก็ไปว่ากัน ความสัมพันธ์ไม่มีปัญหา  

เมื่อถามว่า แสดงว่าในวาระ 1 เป็นไปได้ว่าภูมิใจไทยจะไม่ยกมือร่างเพื่อไทย ทำตกตั้งแต่วาระแรกหรือไม่ นายนิกร กล่าวว่า ตนมีความคิดของตน แต่จะยังไม่พูด เรายังไม่เห็นร่างเต็ม แต่จะไปติเรือทั้งโกลนไม่ได้ เพราะเราก็ดูจากที่มีการแถลง ซึ่งก็พบว่ามีการโต้แย้งกันในส่วนนี้ เราเป็นพรรคแกนนำ ดังนั้นวัตรปฏิบัติเราต้องระมัดระวังมาก หากเรายื่นไปตามนี้ แล้วสุ่มเสี่ยงต่อการถูกฟ้อง แล้วจะทำให้รัฐบาลคว่ำได้เลย เราจึงต้องระวัง ดังนั้นในการเดินจึงต้องอยู่บนหลักการคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก จะทำให้เพี้ยนไปเพี้ยนมาไม่ได้ เราไม่ใช่พรรคฝ่ายค้านเดินกันคนละแบบ เราต้องเดินตรงไปตรงมาให้ชัดเจน จะไปสุ่มเสี่ยงแล้วกระทบกับเสถียรภาพรัฐบาล และกระทบกับประชาชนที่เลือกเรามาด้วย   

เมื่อถามต่อว่า มีคนกังวลว่าหาก ส.ส.ร. ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จะมีการผูกขาดโดยพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือมีการฮั้วกันหรือไม่ นายนิกร กล่าวว่า ตรงนั้นก็คิดกัน แต่ถ้ามาจากการเลือกตั้งโดยตรงในวันพรุ่งนี้ ก็คว่ำกันในวันพรุ่งนี้ เพราะเดี๋ยวก็มีคนร้อง ไปต่อไม่ได้ มาพิสูจน์ว่าประชาชนจะเห็นด้วยหรือไม่ดีกว่า ถ้าเขาไม่ด้วยในการทำประชามติก็จบ ไม่ใช่ว่าสมัครเข้ามาในจังหวัดที่เราควบคุมได้ มีแต่คนของเราเข้ามา ทั้งนี้ ร่างของพรรคภูมิใจไทย ให้เกียรติเสียงข้างน้อยด้วยซํ้า สภาจะเลือกเป็นสีอะไรก็ได้ ส่วนรายละเอียดไปคุยใน กมธ.