เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่พิจารณาญัตติเรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนดการ (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท เสนอโดยสส. 3 คน จาก 3 พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคกล้าธรรม พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณารวมไปในคราวเดียวกัน
โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า สภาไม่มีโอกาสกลั่นกรองโครงการตามพ.ร.ก.นี้แม้แต่โครงการเดียว หลังจากนี้จะได้เห็นเงินกู้เหล่านี้ไปอยู่ในงบประมาณรายจ่ายปีต่อๆไป เพื่อจ่ายเงินต้น ดอกเบี้ย จนแทบไม่เหลือเงินไปลงทุนพัฒนาใดๆ ฝ่ายค้านเชื่อว่าการออก พ.ร.ก. ไม่สอดคล้องเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นวิกฤติที่รัฐบาลบริหารจัดการได้ หากแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่ไปตัดสินใจกู้เงินให้ประชาชนมาซื้อของในราคาแพง ครบ 4 เดือน ของก็แพงเหมือนเดิม แต่หนี้สาธารณะขยับเพิ่มขึ้นเกือบชนเพดาน จำเป็นต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง และไม่แน่ใจว่า รมว.คลัง จะกล้ายืนยันหรือไม่ว่า สิ่งที่ดำเนินการ ยังเป็นไปตามหลักการที่ตั้งไว้ เพราะโครงการนี้พุ่งเป้าไปถึง 25-26 ล้านคน แม้แต่ รมว.คลัง ก็ยังลงทะเบียนใช้แอปนี้ เพื่อให้ลูกหลานไปใช้หนี้ ล่าสุดยังตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐพ่อแม่ที่ลูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษี นี่คือการพุ่งเป้าเพียงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นใช่หรือไม่ แต่ทำให้คนไทยมีหนี้ 400,000 ล้านบาท จำเป็นต้องตั้ง กมธ. ตรวจสอบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากสมาชิกอภิปรายครบถ้วนแล้ว ที่ประชุมเห็นตรงกันให้มีการตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบการใช้จ่าย พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท จำนวน 25 คน กำหนดระยะเวลา 90 วัน.



