นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รักษาการผู้ว่า รฟท. เปิดเผยว่า ได้รายงานเหตุการณ์รถไฟชนรถโดยสารประจำทาง บริเวณแยกมักกะสันให้คณะกรรมการ(บอร์ด) รฟท. รับทราบ โดยที่ประชุมให้เร่งยกระดับมาตรการความปลอดภัย และประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาต่างๆ สำหรับต้นเหตุของการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ เกิดจากความผิดพลาดของคน(Human Error) ทำให้ รฟท. ต้องเร่งหาเครื่องมือช่วยลดความเสี่ยง และป้องกันเหตุอันตราย ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางให้แก่ประชาชน

นายอนันต์ กล่าวอีกว่า รฟท. ได้เลือกนำระบบห้ามล้ออัตโนมัติ (Automatic Train Protection : ATP) ตามมาตรฐานควบคุมรถไฟของยุโรป (European Train Control System : ETCS) Level 1 มาใช้ ซึ่งเป็นระบบเดียวกับที่ใช้อยู่ในรถไฟชานเมืองสายสีแดง(รถไฟฟ้าสายสีแดง) โดยระบบดังกล่าวเป็นระบบที่ได้มาตรฐานสากล น่าเชื่อถือ และใช้อยู่ในหลายประเทศ โดยระบบ ATP จะติดตั้งทั้งที่ทางรถไฟ และบนขบวนรถ ทำหน้าที่ตรวจสอบการเดินรถ และควบคุมความเร็วของขบวนรถไฟ อาทิ หากพนักงานขับรถเร็วเกินไป จะมีเสียงเตือน หากยังขับเร็วอยู่ ไม่ชะลอความเร็ว ระบบจะค่อยๆ ลดความเร็วลง จนถึงขั้นสั่งเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ และลดการเกิดอุบัติเหตุที่มาจากความผิดพลาดของคนได้อย่างดี ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่นำมาใช้กับรถไฟไทย 

นายอนันต์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของตัวรถ ขณะนี้มีการติดตั้งระบบ ATP บนหัวรถจักรแล้ว รวม 120 คัน แบ่งเป็น รถจักรดีเซลไฟฟ้า QSY จำนวน 50คัน ซึ่งติดตั้งมาพร้อมกับตัวรถอยู่แล้ว และหัวรถจักรเก่า 70 คัน ที่ได้มีการติดตั้งระบบ ATP แล้วเสร็จไปก่อนหน้านี้ เตรียมติดตั้งบนรถดีเซลราง อยู่ระหว่างการประกาศเปิดประกวดราคา(ประมูล) การจัดหา และติดตั้งระบบ ATP ขณะที่ในส่วนของทางรถไฟ รฟท. อยู่ระหว่างดำเนินการติดตั้งระบบ ATP ในโครงการรถไฟทางคู่ ระยะ(เฟส)ที่ 1 ทุกเส้นทาง ซึ่งติดตั้งแล้วเสร็จกว่า 300 กิโลเมตร(กม.) รฟท.เตรียมทดสอบระบบที่ติดตั้งแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม และมีแผนจะทยอยเปิดใช้งานเป็นรายเส้นทาง ไม่รอเปิดพร้อมกันทั้งหมด ตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2569 จะเริ่มในเส้นทางสายตะวันออกก่อน 

 “ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” รายงานว่า สำหรับหัวรถจักร 70 คันที่ติดตั้งระบบ ATP ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เมื่อปี 2564 วงเงินประมาณ 452 ล้านบาท ขณะที่การติดตั้งบนรถดีเซลรางที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบันนั้น คาดว่าจะดำเนินการ 117 คัน วงเงินประมาณ 1,003 ล้านบาท.