“ทีมข่าวชุมชนเมือง เดลินิวส์” พาไปดูนโยบายของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แต่ละคนว่ามีแนวทางในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างไรกันบ้าง?
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 ระบุว่า เรื่องนี้ต้องลุยเลย จริงๆ แล้วสิ่งที่ผ่านมาเรื่องขยะ เรามีการแยกขยะ มีการลดปริมาณขยะ หลังจากนี้จะปรับการทำรีไซเคิล-รียูสให้มากขึ้น เรามีนโยบายเรื่องฝุ่น ซึ่งปีนี้ฝุ่นดีขึ้นกว่าเดิมเกือบ 50% แล้วก็จะดำเนินการเรื่องควบคุมการเผาให้เข้มข้นมากขึ้น มีการตรวจต้นตอของการเกิดฝุ่นอย่างละเอียด โดยตนมองว่าบทเรียนที่ผ่านมา 4 ปีมั่นใจว่าเรามาถูกทางในการดำเนินการเรื่องฝุ่นก็จะมีการขยายผลให้มันเข้มข้นมากขึ้น
ขณะที่ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 14 ระบุว่า PM 2.5 เป็นสิ่งที่เราสามารถปฏิบัติการได้ทันที แล้วมี AI ในการที่จะมา Generate เราใช้สมองกลบวกกับสมองคน เพื่อจะไม่ให้ทุกอย่างช้าเพราะฉะนั้นสามารถปฏิบัติการได้ทันที และขณะเดียวกันก็จะบูรณาการร่วมกันกับ 2-3 กระทรวงที่ได้แตะมือกันไว้บ้างแล้ว แต่ละคนก็รู้จักกัน เพราะฉะนั้นก็คิดว่าทำให้ได้รวดเร็วแล้วก็ KPI ไม่ต้องรอ 4 ปี
นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 ระบุว่า การแก้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมและมลพิษทางอากาศเป็นลำดับต้นๆ ที่เรามีนโยบายอยู่แล้ว ก็คือทำให้เมืองนี้สะอาด ส่วนเรื่องของขยะจะใช้เทคโนโลยีในการกำจัดขยะ ในส่วนของการฝังกลบ อาจจะต้องลดไปให้มากที่สุดแล้ว จะนำเรื่องของเทคโนโลยีในการนำขยะไปเปลี่ยนให้เป็นพลังงาน หรือที่เรียกว่าเป็น Waste to energy ซึ่งเป็นนโยบายที่ตนคิดว่าจะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน
นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ประธานกลุ่มกรุงเทพบินได้ ระบุถึงนโยบายคลองแสนแสบคำว่าดื่มได้ ว่าทำได้จริงไม่ใช่พูดเล่น เราไม่ได้บอกว่าขับเรือมาปุ๊บ แล้วเครื่องดื่มได้ ไม่ใช่ลักษณะนั้น แต่เราจะทำเป็นบางจุดที่ดื่มได้อยู่บนบก ประมาณซัก 200 จุด ส่วนในน้ำจะใสเห็นตัวปลา แต่ตรงจุดที่ดื่มได้จะต้องผ่านกระบวนการการฆ่าเชื้อโรคด้วยแสง UV การฆ่าเชื้อแบคทีเรียก่อนเพราะฉะนั้นคลองแสนแสบ ตนทำได้
ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 1 คนบอกว่าอากาศไม่ดีเป็นพิษ ซึ่ง 72% ของ PM 2.5 มาจากรถยนต์ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องทำอันแรกคือ บรรเทาเรื่องรถติดให้ได้ก่อน ที่ผ่านมาทำ 74 แยกใช้ระบบ AI แต่ต้องใช้ 578 แยกพร้อมกัน เพราะว่าถ้าทำเป็นหย่อมๆ รถจะติดจากที่อื่นมาตรงนี้ ก็จะแก้ไขไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่ทำคือใช้ระบบ AI 578 แยก ต้องเป็น smart intersection แล้วคำนวณพร้อมกันว่าจะปล่อยตรงไหน สิ่งที่เกิดขึ้นคือรถจะค่อยๆ ไหลไป ไม่ใช่ไปแล้วหยุด ไปแล้วหยุด หากเป็นแบบนี้จะเปลืองน้ำมันและมีมลพิษสูง รวมทั้งยังสามารถช่วยเซฟคาร์บอนได้ประมาณ 2 ล้านตัน แล้วฝุ่นและ PM 2.5 จะหายไป 1,500 ตันต่อปี ทำแน่นอน ทำได้และใช้เงินน้อยด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อไปดูในนโยบายหลักที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทั้งหลายชูนโยบายในการแก้ปัญหาจะมี เรื่องหลักอยู่ 3 เรื่องคือ การแก้ปัญหา PM2.5 ที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของชาวกรุงเทพฯ มานานโดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ, การจัดการขยะ ทั้งการลดปริมาณขยะเพื่อแก้ปัญหาขยะล้นเมือง การนำขยะกลับมาใช้ใหม่ และการนำเทคโนโลยีมาช่วยแก้ไขปัญหา และการแก้ปัญหาคลอง-น้ำเน่าเสีย สุดท้ายแล้วปัญหาต่างๆ เหล่านี้จะได้รับการแก้ไขได้หรือไม่ คงต้องรอลุ้น กับผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไป ดังนั้น 28 มิ.ย. 69 จะเป็นวันที่เราจะเลือกคนที่ตรงใจเข้ามาแก้ปัญหาให้เราอย่างจริงจัง.



