กลายเป็นประเด็นที่ทำเอาเหล่านักสืบโซเชียลและแฟนๆ ต่างหูผึ่งด้วยความสงสัย หลังจากที่มีภาพหลุดบนโลกออนไลน์เผยให้เห็นโมเมนต์ร่วมเฟรมปาร์ตี้สุดครึกครื้นระหว่างดารานักแสดงหนุ่ม “หน่อง-ธนา ฉัตรบริรักษ์” กับนางงามและนักแสดงสาวอย่าง “ชาล็อต ออสติน” จนเกิดกระแสจับตาในเคมีสุดว้าวว่าทั้งคู่ไปสนิทสนมกันตอนไหน และกำลังมีอะไรในกอไผ่ เลื่อนขั้นซุ่มพัฒนาความสัมพันธ์กันอยู่หรือเปล่า

ล่าสุดพี่ชายคนโตของบ้านฉัตรบริรักษ์ อย่างพระเอกหนุ่ม “บอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์” ได้ออกมาเปิดใจเกี่ยวกับประเด็นร้อนของน้องชายและ สาวชาล็อต ในระหว่างร่วมงานซ้อมละครเวทีเรื่องใหม่ “Once Again อีกสักครั้ง… ยิ่งเจ็บ ยิ่งจำ ยิ่งรัก” พร้อมทั้งอัปเดตความรู้สึกครบรอบ 1 ปีที่สูญเสีย “คุณแม่งามทิพย์” โดยหนุ่มบอยเผยว่า
“ครบรอบ 1 ปีคุณแม่วันอาทิตย์นี้ คือวันที่ 7 มิถุนายน ก็เดี๋ยวไปทำบุญที่วัด แล้วก็ถวายสังฆทาน ถวายเพล ก็รวมกลุ่มกันไป ก็จะมีทั้งคนในครอบครัว มีญาติๆ แฟนคลับ คนสนิท ก็รวมตัวกันไป ส่วนความรู้สึกเรายังคิดถึงอยู่แล้ว คือไม่มีทางที่จะไม่คิดถึงได้เลย เพราะว่าเราก็ยังอยู่ในบ้านหลังเดิม ไม่ว่ามองไปมุมไหนเราก็ยังเห็นแม่อยู่ในทุกๆ มุมที่เป็นความทรงจำ ต่อให้ผมย้ายไปอยู่บ้านอื่น ก็ไม่มีทางที่จะไม่คิดถึงแม่เลย เหมือนเราเป็นลูกแม่จริงๆ โตมากับเขา อยู่กับเขา ใช้ชีวิตกับเขา เรียนรู้อะไรจากเขา อยู่กับเขาตลอดเวลา เพราะฉะนั้นก็คิดถึง
ใน 1 ปี บางคนอาจจะรู้สึกว่ามันช้าไป หรือว่าเร็วไป แต่สำหรับเราไม่ได้รู้สึกช้าหรือว่ารู้สึกเร็วอะไร ก็แค่รู้สึกว่าก็ยังมีเขาอยู่ตลอด ทุกวันนี้ผมจะต้องเดินเข้าไปในห้องพระ ซึ่งก็คือเดินเข้าไปหาแม่นั่นแหละ คือเดินไปหาแม่ทุกวัน อย่างเช่นวันนี้ก็บอกว่าเดี๋ยวออกมาทำงานนะแม่ ถ้ามีเวลานั่งคุยก็คุยแป๊บหนึ่ง ถ้าไม่มีเวลาก็บอกว่าเดี๋ยวไปทำงานแล้วนะแม่ เดี๋ยวไปยิมแล้วนะ ก็จะคุยกับแม่ทุกวัน รูปหน้าแม่ทุกวัน
หลายๆ คนก็เป็นห่วงน้องวันใหม่ วันใหม่เขาก็ยังคิดถึงแม่เรื่อยๆ นะ แต่วันใหม่เขาเป็นเด็กที่อย่างแรกเลยเขาเป็นคนเข้มแข็ง แล้วเขาเป็นคนที่เหมือนเก็บอาการ เป็นคนที่ถ้าเกิดว่าไม่ไปเจาะเขามากๆ เขาไม่พูด เช่นถ้าถามว่าคิดถึงไหม เขาบอกคิดถึง แต่ถ้าเกิดไม่ได้ไปเจาะความรู้สึกอะไรเขามาก แต่ว่าที่ผมรู้ว่าเขาคิดถึงแม่ตลอดเพราะว่า ไม่ว่าจะไปไหนก็ตาม เขาจะพูดถึงแม่เรื่อยๆ พูดถึงแม่ตลอดแหละ เช่นเดินผ่านร้านนี้ก็บอก ร้านนี้เคยมากินกับแม่ ร้านนั้นเคยมาดูกับแม่ เรื่องนั้นเคยมาดูกับแม่ เขาจะมีความทรงจำเกี่ยวกับแม่เยอะที่สุดเลย ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพราะเขาอยู่กับแม่ตลอด

ที่ผ่านมาคนก็รู้สึกว่าพี่ชายทั้งหมดเลย ดูแลน้องอย่างดี ดูแลเรื่องสภาพจิตใจ เรื่องทุกอย่าง ก็เป็นสิ่งที่พวกผมตั้งใจทำแทนแม่อยู่แล้ว ในการที่จะดูแลวันใหม่แทนสิ่งที่แม่เคยทำ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องทำไม่ให้ขาดตกบกพร่อง ไม่ให้น้อยไปกว่าสิ่งที่แม่เคยทำ ก็ช่วยกันดูแล ไม่ได้มาแบ่งหน้าที่กันชัดเจน แต่ก็คือจะมีส่วนที่บางคนดูแลส่วนนั้นเป็นพิเศษ แล้วก็แบ่งๆ กัน ใครว่างไม่ว่างก็คือต้องมีคนว่างคนหนึ่งไปเป็นเพื่อนน้อง ในฐานะที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ถามว่าการดูแลน้องเป็นยังไงบ้าง ความจริงแล้วถ้าเกิดว่าจะเรียกว่าผมเป็นหัวหน้าครอบครัวก็เพราะว่าผมเป็นพี่ชายคนโต แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผมก็อยากจะบอกว่าก็ใช่แหละที่ผมโตสุด แล้วผมก็ดูภาพรวมของบ้าน แต่ว่าหน่องกับภัทรก็เป็นน้องชายของผม 2 คนที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเราก็คือก้อนเดียวกัน ที่ดูแลบ้านไปพร้อมๆ กัน ดูแลวันใหม่ไปพร้อมๆ กัน
คือผมก็ต้องชื่นชมน้องชายผม 2 คนที่เราช่วยกันดูแล ผมโชคดีที่โตมาในก้อนครอบครัวที่เราไม่มีปัญหากันเลย ทะเลาะกันจุกจิกก็มีเป็นปกติ แต่เรื่องการดูแลกันในบ้าน เราช่วยเหลือกันตลอด เชื่อว่าคนก็ชอบโมเมนต์เวลาเราถ่ายคลิปเวลาอยู่ด้วยกัน อย่างล่าสุดวันเกิดหน่อง ก็มันเป็นแบบนี้มาตลอด ตั้งแต่เราโตมา มันก็คือสิ่งที่แม่ปลูกฝังมาตลอด ให้รักกัน ให้เป็นห่วงเป็นใยกัน ให้ใช้เวลาร่วมกัน มันก็คือสิ่งที่โดนปลูกฝังมาจนมันฝังอยู่ใน DNA ของพวกเราไปแล้ว เพราะฉะนั้นเวลาที่เป็นเทศกาลสำคัญในบ้าน ก็ไม่ได้จำเป็นจะต้องมีอะไรที่ใหญ่โต แต่แค่ว่าไปใช้เวลาด้วยกัน ไปกินข้าวด้วยกัน ทำอะไรด้วยกัน
ถ้าในแง่ของความสำเร็จหรือโอกาสที่ได้รับอย่างละครเวที ถามว่าเสียดายไหม เสียดายมาก เพราะว่าอย่างละครเวทีเนี่ย ผมไม่เคยมาดูโดยที่ไม่มีแม่เลย ที่บ้านเป็นแฟนรัชดาลัย มาเป็นสิบๆ ปีแล้ว ก็คนที่ชอบดูคือแม่ เพราะฉะนั้นทุกเรื่องที่มาที่นี่ ก็คือจะต้องมีแม่มาด้วยตลอด ก็เสียดายที่พอเป็นละครเวทีครั้งแรกของเรา แล้วเขาอาจจะไม่ได้อยู่ดู แต่ผมก็เชื่อว่าเขาจะได้ดู ก่อนไปทำงานที่บอกว่าจะคุยกับแม่ว่ามาซ้อมนะ ความจริงเวลาได้โปรเจกต์อะไรใหม่ๆ ที่น่าสนใจ อย่างก่อนหน้านี้ที่ผมได้รางวัลของสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย อย่างหนังเรื่องนั้นก็เป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของผมที่แม่ได้ดู อะไรก็ตามที่มันเชื่อมโยง ผมก็จะบอกแม่ตลอดว่าแม่ได้รางวัลนะ เราก็จะมีอะไรไปอวดแม่ หรืออย่างพอมาได้เล่นละครเวทีเรื่องนี้ วันที่รู้ว่าได้เล่น ผมก็บอกแม่ก่อนเลยว่าได้เล่นละครเวทีนะแม่ แล้วเดี๋ยวเอาไว้มาดูบอยนะ คือเราก็จะคุยเหมือนส่งข่าวเหมือนเขายังอยู่กับเราตลอด


ล่าสุดที่มันมีภาพชาล็อตกับพี่หน่องไปปาร์ตี้ด้วยกัน ผมไม่ได้เห็นภาพ แต่ว่าผมก็ได้ยินมานิดหน่อย ไม่ได้มีอะไรเลย แค่ไปเจอกันโดยบังเอิญเฉยๆ ไม่ได้ไปด้วยกัน แต่ว่าบังเอิญไปเจอกัน แล้วก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรมากกว่าคนรู้จัก ในเคมีภาพที่เห็น คนก็มองว่าคู่นี้เป็นอะไรกันหรือเปล่า คือผมไม่เห็นภาพเลยเอาจริงๆ แต่ว่าผมมีคุยกับหน่องแล้ว หน่องบอกไม่มีอะไรแน่นอน เป็นเพื่อนกันเลย
เวลาน้องๆ คุยกับคนไหน ไม่ค่อยรู้หรอก อันนี้รู้จากโซเชียล รู้จากโซเชียลเมื่อ 2 วันที่แล้วเอง ทั้งที่เรื่องมันผ่านเป็นอาทิตย์แล้ว ผมยังถามหน่องเลยว่าไม่เห็นมันเล่าให้ฟังเลย หน่องบอกว่าก็มันไม่ได้มีอะไร แต่ตอนเห็นข่าวตอนแรก ไม่ตกใจ วันนั้นผมก็อยู่แถวๆ นั้น เพราะฉะนั้นผมรู้ว่ามันไม่มีอะไร แล้วถ้าคู่นี้เขาคุยกัน ถามว่าโอเคไหม ความจริงแล้วอันนี้มันเป็นเรื่องของหน่องแล้ว หมายถึงว่าหน่องเขาจะไปคุยกับใคร คบกับใคร มันก็เป็นการตัดสินใจของเขาเขาเป็นหนุ่มฮอตนะ ช่วงนี้มีข่าวกับสาวๆ เยอะ ทำไมมันมาฮอตอ่ะ ความจริงหน่องเขาโสด พอโสดก็มักจะโดนจับโยงกับคนนู้นคนนี้ทั้งที่มันไม่ได้มีอะไร ผมเข้าใจ
แต่คนก็ชงกับฟางมันก็มีทั้งคนเชียร์ คนชง และคนปั่น ส่วนเราเป็นคนปั่น อย่างที่ผมบอก ไม่ว่าหน่องจะตัดสินใจยังไง ผมก็เคารพการตัดสินใจของเขา แล้วคิดว่าเขาต้องตัดสินใจ เขาโตแล้ว เอาจริงๆ มันจะ 40 แล้วนะไอ้หน่อง เพราะฉะนั้นมันก็โตพอที่จะตัดสินใจเองได้ เราก็ต้องเคารพการตัดสินใจของเขา เราก็ต้องมั่นใจว่าถ้าเขาตัดสินใจแสดงว่าเขาคิดดีแล้ว เราก็ต้องปล่อยให้เขาตัดสินใจเอง เรายิ่งโตขึ้น ยิ่งเขาต้องตัดสินใจเองมากกว่าเดิมอีก เขาไม่อยากให้เราไปยุ่งกับเขามากเท่าไหร่หรอก
ในฐานะพี่ชายคนโต ถามว่าการดูแลน้องๆ ต้องครอบคลุมขนาดไหน ถ้าเรื่องชีวิตส่วนตัว ผมว่าอย่างที่บอกเขาตัดสินใจ ก็ต้องตัดสินใจเอง แต่ถามว่าเราก็อาจจะมีช่วยดูบ้างเป็นธรรมดาของพี่น้อง ว่าเรารู้จักไหมหรืออะไรยังไงก็มีเป็นปกติ หรือเรื่องอื่นๆ ก็ตาม เราก็ต้องช่วยดูบ้าง เป็นปกติของคนในครอบครัว แต่ว่าสุดท้ายแล้วต้องอย่าลืมว่าเราจะไปดูแลเขาทั้งหมดทุกภาคส่วนเหมือนที่แม่ดูแลเขาไม่ได้ เพราะว่าผมไม่ใช่แม่เขา อันนี้พูดตรงๆ เราเป็นแค่พี่เขา ถ้าเกิดเป็นพ่อเป็นแม่อาจจะดูแลได้กว้างกว่า แต่พอเป็นพี่ เราก็ดูแลเขาได้ประมาณหนึ่ง เขาก็ต้องดูแลตัวเองด้วย เราก็ต้องปล่อยให้เขาตัดสินใจเอง ยิ่งพออายุโตขึ้นยิ่ง เขาต้องตัดสินใจเองมากกว่าเดิมอีก เขาไม่อยากให้เราไปยุ่งกับเขามากเท่าไหร่หรอก”




