เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เปิดเผยว่า คดีดังกล่าวได้มีการหารือร่วมกับหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะกรมป่าไม้ในฐานะหน่วยงานต้นเรื่อง เนื่องจากพบว่ามีการบุกรุกพื้นที่ป่าจำนวนหลายพันไร่ จึงได้มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันเป็นการภายใน เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการจัดการพื้นที่ที่ถูกบุกรุก ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับวัดแห่งนี้โดยตรง

สำหรับแนวทางการนำผู้ที่เข้าอยู่อาศัยในพื้นที่โดยไม่ถูกต้องออกจากพื้นที่นั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า ภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ผู้บุกรุกออกจากพื้นที่แล้ว กรมบังคับคดีได้เข้ามาร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ตำรวจภูธรจังหวัดเลย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมวางแผนแก้ไขปัญหา

ส่วนกรณีที่มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. ที่ถูกกล่าวหาว่าออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ ทั้งที่มีคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดแล้วนั้น เบื้องต้นเลขาธิการ ส.ป.ก. ได้มีคำสั่งเพิกถอนเอกสารดังกล่าวไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อพิจารณาว่าจะต้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือไม่

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยังกล่าวด้วยว่า แม้จะมีการฟ้องร้องต่อศาลในบางประเด็น แต่กรมบังคับคดียังคงมีอำนาจดำเนินการตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายต้องร่วมกันวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าว มีพระสงฆ์ โดยเฉพาะพระชาวเวียดนาม พำนักอยู่เป็นจำนวนมากนับพันรูป อีกทั้งยังมีการใช้ช่องว่างทางกฎหมายจัดตั้งสถานที่ดังกล่าว เป็นศูนย์ศึกษาปฏิบัติธรรม และขอวีซ่าเข้ามาในฐานะผู้ศึกษา ซึ่งเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่อยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหา

“คดีนี้เป็นเรื่องที่ทางวัดต่อสู้ในทางกฎหมายมาอย่างยาวนาน แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่การตรวจสอบของ ปปป. หากพบว่ามีการออกเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. หรือแม้แต่การออกทะเบียนบ้านและเอกสารอื่น ๆ โดยมิชอบ เพื่อรองรับการเข้าพักอาศัยในพื้นที่ป่า จึงขอเตือนว่าหากยังมีการร่วมมือกันเพื่อทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นพื้นที่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องก็อาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมายด้วย” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าว