จากกรณีครูโรงเรียนพื้นที่ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ สั่งทำโทษนักเรียนชายชั้น ป.4 วัย 9 ขวบ ด้วยการกระโดดตบ 1.5 พันครั้ง ส่งผลให้ขาของเด็กระบมเดินแทบไม่ไหว ผู้ปกครองพาส่งรพ.นอนรักษาตัวยาว ด้าน “ผอ.” โร่คุยเคลียร์ยอมจ่ายให้ 1 หมื่นขอจบเรื่อง แต่ฝ่ายครูต้นตอกลับเมินขอโทษ สุดท้ายพ่อ-แม่ไม่ทน โร่แจ้งความเอาผิดเด็ดขาด ตามที่ข่าวเสนอไปนั้น
อ่านข่าวต่อ : แจ้งจับ ‘ครูโหด’ สั่งเด็กป.4 กระโดดตบ 1.5 พันครั้ง ขาระบมลุก-เดินไม่ได้ นอนรพ.ยาว
แต่กระแสดราม่ายังไม่จบเพียงเท่านี้ หลังล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. โดยครูฝึกสอนว่ายน้ำที่สอนเด็กคนดังกล่าว ได้ออกมาโพสต์ข้อความวอนสังคมให้มองอีกมุมถึงเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมระบุข้อความว่า “ขออนุญาตชี้แจงในมุมที่ไม่มีใครพูดถึง หรือบางคนอาจจะยังไม่เคยทราบ กรณีดังที่ว่า “นักเรียนกระโดดตบ 1,000 ครั้งแล้วเข้าโรงพยาบาล” ผมไม่ได้เป็นเพียงคนที่อ่านข่าวเรื่องนี้จากบนหน้าฟีด แต่ผมเป็นผู้ฝึกสอนว่ายน้ำที่สอนเด็กคนดังกล่าวด้วยตนเองทั้งในวันที่ 28 และ 29 พฤษภาคม 2569 ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ผมเห็นการเผยแพร่ข้อมูลจำนวนมากในลักษณะที่ทำให้สังคมเข้าใจว่า “การกระโดดตบ 1,000 ครั้ง” คือ สาเหตุทั้งหมดที่ทำให้ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และการกระจายข่าวว่าเด็กเกิดภาวะกล้ามเนื้อสลาย ในฐานะคนทำงานด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ผมมองว่าการสรุปเช่นนั้นอาจเร็วเกินไป”

“ภาวะกล้ามเนื้อสลาย (Rhabdomyolysis) เป็นภาวะที่สัมพันธ์กับการใช้งานกล้ามเนื้ออย่างหนัก แต่การหาสาเหตุจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้านร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นปริมาณกิจกรรมทางกายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นๆ ภาวะขาดน้ำ ความพร้อมของร่างกาย การพักผ่อน และปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง สิ่งที่ผมยืนยันได้ คือ หลังจากวันที่มีการกล่าวอ้างว่าเกิดการกระโดดตบ เด็กยังคงมาเรียนว่ายน้ำตามปกติ นั้นคือวันที่ 28 พ.ค. 2569 และ 29 พฤษภาคม 2569 จากการสังเกตของผมในวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เด็กยังสามารถลงฝึกได้ พูดคุย หัวเราะ เล่นกับเพื่อน และหลังเลิกเรียนในวันแรกยังสามารถเล่นน้ำต่อได้อีกรวมเป็นระยะเวลากว่า 2 ชั่วโมง”
นอกจากนี้ “อีกประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญและควรได้รับการพูดถึง คือในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่เด็กยังคงมาเรียนว่ายน้ำตามปกตินั้น ทางผู้ฝึกสอนไม่ได้รับการแจ้งข้อมูลใดๆ จากผู้ปกครองเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บ ความผิดปกติทางร่างกาย หรือเหตุการณ์ที่อาจส่งผลต่อความพร้อมในการฝึกของนักเรียน โดยทั้ง 2 วัน การฝึกประกอบด้วยกิจกรรมพัฒนาทักษะว่ายน้ำหลายรูปแบบ เช่น การแตะขาวอร์มอัพกว่า 100 ครั้งต่อเซต ราว 4-5 เซต การแตะขาเคลื่อนที่ในน้ำระยะ 15 เมตร ไป-กลับหลายรอบ รวมถึงแบบฝึกทักษะอื่น ๆ ตามแผนการสอน ในทางวิทยาศาสตร์การกีฬา การเคลื่อนที่ในน้ำจำเป็นต้องอาศัยการทำงานของกล้ามเนื้อหลายส่วนพร้อมกัน เพื่อเอาชนะแรงต้านของน้ำ ซึ่งต้องใช้พลังงานและแรงกล้ามเนื้อไม่น้อย โดยเฉพาะในนักเรียนที่เพิ่งเริ่มต้นเรียนว่ายน้ำ ซึ่งมักยังไม่สามารถใช้เทคนิคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ต้องออกแรงมากกว่าผู้ที่มีทักษะดีอยู่แล้ว”
ทั้งนี้ “แม้ผมจะไม่ใช่แพทย์และไม่มีสิทธิวินิจฉัยโรค แต่จากประสบการณ์ในการดูแลนักกีฬา ผมย่อมต้องคอยสังเกตอาการผิดปกติของเด็กอยู่เสมอ และในช่วงเวลาที่ผมดูแล ผมไม่พบสัญญาณที่บ่งชี้ถึงภาวะรุนแรง จนทำให้ต้องสงสัยว่าจะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในเวลาอันใกล้ ผมไม่ได้เขียนข้อความนี้ เพื่อปฏิเสธอาการป่วยของเด็ก และไม่ได้ต้องการลดทอนความรุนแรงของสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ผมต้องการตั้งคำถามต่อการตัดสินบุคคลใดบุคคลหนึ่งจากข้อมูลเพียงด้านเดียว โดยไม่มีการพูดถึงข้อเท็จจริงเรื่องนี้เลยแต่มุ่งเป้าไปที่การกระโดดตบเพียงอย่างเดียว และเมื่อข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณะยังไม่ใช่ข้อสรุปทางการแพทย์ หากมีผลการตรวจหรือข้อสรุปจากแพทย์ว่าเหตุการณ์เกิดจากสาเหตุใด ทุกฝ่ายก็ควรเคารพข้อเท็จจริงนั้น แต่จนกว่าจะถึงวันนั้น ผมเชื่อว่าความเป็นธรรมควรเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย และสังคมควรรับฟังข้อมูลทั้งหมดก่อนตัดสินว่าใครเป็นผู้กระทำผิดครับ”
ขอบคุณข้อมูลจาก : ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง



