เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 69 ผู้ใช้เฟซบุ๊ก Aunlove Love ได้เผยแพร่ภาพจากกล้องหน้ารถ ขณะขบวนช้างจากวังช้างอยุธยา แล เพนียด เดินทางผ่านสี่แยกดังกล่าว โดยเมื่อสัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีแดง ช้างทุกเชือกพร้อมควาญช้างต่างหยุดรออย่างสงบเรียบร้อย เคียงข้างรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่จอดรอสัญญาณไฟ ไม่มีการฝ่าฝืนหรือแทรกช่องทางจราจร สร้างความประทับใจให้กับผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก พร้อมระบุข้อความประกอบโพสต์ว่า “อย่าเพิ่งเบื่อนะจ๊ะ ชอบน่ารักมาก ช้างอยุธยา รู้ระเบียบ รู้กฎจราจร หยุดรอตามระเบียบ ช้างยังเคารพกฎจราจร เราก็ปฏิบัติตามนะครับ คนรักช้าง ช้างรักเรา”
ผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบ นายวรกฤศ หรือ “อั๋น” อายุ 45 ปี เจ้าของเฟซบุ๊ก Aunlove Love เปิดเผยว่า ตนพบเห็นภาพลักษณะนี้เป็นประจำ เนื่องจากเดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าวทุกวัน ทั้งช่วงเช้าขณะไปทำงานและช่วงเย็นหลังเลิกงาน โดยในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีขบวนช้างจากวังช้างอยุธยา แล เพนียด เดินผ่านเส้นทางเดียวกันเพื่อไปปฏิบัติภารกิจ

นายวรกฤศ กล่าวต่อว่า ขบวนช้างจะมีประมาณ 4 เชือก แบ่งเดินเป็นกลุ่มๆ เรียงแถวชิดซ้ายอย่างเป็นระเบียบ เมื่อเดินมาถึงสี่แยกไฟแดงถนนชีกุนตัดกับถนนป่ามะพร้าว ในเขตเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา หากสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีแดง ช้างทุกเชือกจะหยุดเดินทันที และรอจนกว่าสัญญาณไฟจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว จึงเคลื่อนขบวนต่อไป โดยปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด
“ผมรู้สึกประทับใจทุกครั้งที่เห็นภาพนี้ เพราะบางครั้งยังพบว่ามีผู้ใช้รถใช้ถนนบางส่วนฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดง ทั้งที่ช้างยังสามารถปฏิบัติตามกฎจราจรได้อย่างมีวินัย จึงอยากบันทึกภาพและนำมาเผยแพร่ เพื่อเป็นตัวอย่างและช่วยสร้างจิตสำนึกเรื่องการเคารพกฎจราจรให้กับสังคม” นายวรกฤศ กล่าว

ภายหลังเผยแพร่โพสต์ มีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์เข้าไปกดถูกใจ แสดงความคิดเห็น และแชร์ต่อเป็นจำนวนมาก ต่างชื่นชมทั้งความแสนรู้ของช้างและการฝึกฝนของควาญช้างที่ปลูกฝังวินัยในการใช้ถนนได้อย่างน่าประทับใจ หลายคนยังมองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นภาพสะท้อนสังคม พร้อมแสดงความคิดเห็นว่า “ขนาดช้างยังรู้จักหยุดรอไฟแดง แต่คนบางคนกลับรีบจนยอมฝ่าฝืนกฎจราจร”
แม้จะเป็นเพียงภาพธรรมดาบนท้องถนน แต่กลับกลายเป็นภาพที่มีความหมาย เพราะสะท้อนให้เห็นว่าวินัยจราจรเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคน หากทุกฝ่ายเคารพกฎจราจรเช่นเดียวกับขบวน “พี่ช้างอยุธยา” ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ลดความสูญเสีย และสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนได้มากยิ่งขึ้น
ภาพดังกล่าวจึงไม่ได้มอบเพียงรอยยิ้มแก่ผู้พบเห็นเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจว่า “การรอเพียงไม่กี่นาที อาจหมายถึงความปลอดภัยของทุกชีวิต”



