นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้ประชุมหารือแนวทางการพัฒนาระบบท่าเทียบเรือและการคมนาคม ร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการท่าเทียบเรือสินค้าและคอนเทนเนอร์ (TICTA) เพื่อรับฟังข้อเสนอของภาคเอกชน และกำหนดแนวทางการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) เพื่อผลักดันให้ท่าเรือแหลมฉบังเติบโตอย่างยั่งยืน และก้าวสู่ท่าเรือมาตรฐานระดับโลก โดยที่ประชุมได้รับฟังข้อเสนอการปรับปรุงอัตราค่าภาระท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่ง กทท. เสนอปรับขึ้นเฉลี่ย 16 – 29% ตามประเภท และขนาดของตู้สินค้า ครอบคลุมทั้งค่าภาระบรรทุก หรือขนถ่ายตู้สินค้า ค่าภาระการใช้ท่า ค่าภาระยกขนตู้สินค้า และค่าภาระฝากตู้สินค้า เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการดำเนินงานในปัจจุบัน โดยอัตราใหม่นี้ยังคงยึดหลักเกณฑ์ และไม่เกินกรอบเพดานขั้นสูงตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ปี 2534

นายสรรเพชญ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังได้เร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาการขนส่งสินค้าถ่ายลำ (Transshipment) เนื่องจากสัดส่วนสินค้าถ่ายลำลดลงอย่างต่อเนื่องจาก 1.0% ในปี 2562 เหลือเพียง 0.7% ในปี 2568 แม้ปริมาณตู้สินค้ารวมจะเติบโตกว่า 25% ซึ่งสาเหตุหลักมาจากข้อจำกัดด้านกฎหมาย และขั้นตอนกระบวนการขออนุญาตที่ซับซ้อน โดยในประเด็นนี้ กทท. อยู่ระหว่างการผลักดันการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 17 ฉบับ และได้เร่งรัดดำเนินการใน 6 ฉบับสำคัญก่อนในระยะแรก โดยจะปรับเปลี่ยนจากระบบขออนุญาต เป็นการแจ้งข้อมูล เพื่อลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน คาดว่าจะสามารถนำเสนอต่อ ครม. ได้ภายในเดือนก.ย. 2569 พร้อมกันนี้ยังได้เตรียมแผนแก้ปัญหาตู้สินค้าตกค้าง (Long Stay) ซึ่งมีจำนวนรวม 1,248 ตู้ โดย กทท. มีแผนพัฒนาพื้นที่จัดเก็บเพิ่มเติมอีก 5 ไร่ วงเงิน 26 ล้านบาท เพื่อรองรับการหมุนเวียนตู้สินค้าตกค้างสูงถึง 1,000 TEU ต่อปี คาดแล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2570

นายสรรเพชญ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันในช่วงเวลาหนาแน่นจะะมีปริมาณรถบรรทุกเข้าสู่ท่าเรือกว่า 22,000 คันต่อวัน จึงได้มอบหมายให้ กทท. บริหารพื้นที่ Buffer Zone กว่า 127 ไร่ เพื่อใช้เป็นลานพักรถบรรทุกก่อนเข้าสู่ท่าเทียบเรือ เพื่อลดแถวคอยบนถนนสายหลัก พร้อมกำชับให้ท่าเทียบเรือคู่สัญญารักษามาตรฐานการระบายรถผ่าน Sub Gate ไม่น้อยกว่า 50 คันต่อชั่วโมง และใช้พื้นที่ SRTO รองรับตู้สินค้าขาออก เพื่อลดความแออัดในลานเอกชน พร้อมให้คณะทำงานแก้ไขปัญหาจราจรบูรณาการเจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบการ กรมศุลกากร กรมทางหลวง(ทล.) กรมทางหลวงชนบท(ทช.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตำรวจ ตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาบริหารจราจร อาทิ Truck Queue Booking และมาตรฐาน Smart Port เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโดยรวม

นายสรรเพชญ กล่าวด้วยว่า กระทรวงคมนาคมจะนำข้อเสนอ และข้อกังวลของภาคเอกชนทั้งหมดไปพิจารณาดำเนินการอย่างจริงจัง โดยจะเร่งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ยกระดับความปลอดภัย เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์ของภูมิภาคอย่างยั่งยืน
ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) รักษาการผู้อำนวยการ กทท. กล่าวว่า โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ความคืบหน้าโดยรวมอยู่ที่ 68.89% โดยงานก่อสร้างทางทะเล (สัญญาส่วนที่ 1) คืบหน้า 95.57% ขณะที่งานก่อสร้างอาคารและสาธารณูปโภค (สัญญาส่วนที่ 2) อยู่ที่ 19.82% ส่วนงานระบบรถไฟและงานจัดหาติดตั้งเครื่องจักร (สัญญาส่วนที่ 3 และ 4) อยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ปลายปี 2570 ส่วนโครงการควบรวมท่าเทียบเรือฝั่ง B ทั้งชุด B1–B2 และ B3–B4–B5 คาดว่าจะดำเนินการคัดเลือกเอกชนได้ในปี 2570 และลงนามสัญญากับเอกชนรายใหม่ปี 2571



