เมื่อวันที่ 7 ก.ค. น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ภายหลังนำคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ร่วมประชุมติดตามการทำงานของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา

โดยระบุว่า 10 ประเด็น กองทุน กยศ. 1.​ การรับรองความจนสมัยที่ไอซ์เคยกู้ตอนนั้นยังต้องให้ครูมาเยี่ยมบ้านเพื่อรับรองความจน แต่ในปัจจุบันไม่ต้องรับรองความจนแล้ว กยศ. ต้องการเพียงการรับรองรายได้ของครอบครัว ถ้ามีเอกสารเงินเดือนของพ่อแม่ผู้ปกครองว่ารายได้ไม่ถึง 360,000 ยื่นเอกสารได้เลยไม่ต้องมีคนรับรอง

สำหรับน้องๆ ที่หาเอกสารไม่ได้จริงๆ ในทุกกรณี ก่อนหน้านี้ สส. เซ็นรับรองได้ แต่เกณฑ์ปรับใหม่ สส. รับรองให้ไม่ได้แล้ว น้องๆ สามารถให้ครู/อาจารย์ที่ รร. เดิมเซ็นรับรองได้ ไม่ใช่การค้ำประกัน ไม่มีผลให้ครูมาใช้หนี้แทน เป็นเพียงแค่รับรองเฉยๆ

2. เงื่อนไข “ต้องทำจิตอาสา 36 ชั่วโมง” ยังจำเป็นอยู่ไหม? : กยศ.​ ให้เหตุผลว่ามีคนคัดค้านเรื่องนี้ก็จริง แต่ก็ยังมีกลุ่มคนที่สนับสนุนการทำจิตอาสาอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น​ครูอาจารย์ ที่อยากให้ลูกศิษย์ทำความดี เห็นว่าชั่วโมงจิตอาสา​คือ​การปลูกฝังวินัย​ กมธ.ติดตามงบ หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าประเด็นนี้​มีเรื่องร้องเรียนว่ามีครู/อาจารย์ในสถานศึกษาที่ฉกฉวยโอกาสใช้เงื่อนไขนี้เป็นเครื่องมือเรียกใช้แรงงานนักเรียนฟรี ๆ​ และเด็กหลายคนที่ยากจนอยู่แล้วควรเอาเวลาที่จะทำจิตอาสาไปทำอาชีพเสริมดีกว่า ทั้งยังเคยเกิดกรณีซื้อขายชั่วโมงจิตอาสาด้วย ที่สำคัญการทำจิตอาสายังไม่ได้ช่วยให้ผู้กู้มีวินัยจ่ายหนี้ตรงเวลา กิจกรรมนี้เลยไม่ได้ตอบโจทย์ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งเอาไว้แต่แรก ถ้าจะต้องเสียเวลาจริงๆ ควรเอาเวลาให้ความรู้เรื่องการเงิน financial literacy เพื่อให้ผู้กู้วางแผนทางการเงินได้จะมีประโยชน์กว่า กยศ. รับปากจะตั้ง คกก. เพื่อพิจารณา

3. เงินเยอะแยะหายไปไหนหมด? : กยศ. ปล่อยกู้ให้ผู้กู้เก่าและใหม่ ปีละ ~40,000 ล้านบาท แต่เก็บคืนได้จริงเพียง ~20,000-30,000 ล้านบาท แล้วแต่ปีแล้วแต่สภาพเศรษฐกิจ ซึ่งมันติดลบอยู่แล้วในตัวเอง เงินไม่ได้หายไปไหน แต่ค้างอยู่ในมือผู้กู้ที่ครบกำหนดชำระแล้วแต่ยังไม่จ่ายคืน ซึ่งมูลค่าตอนนี้รวมแล้ว 100,000 ล้านบาท​ ซึ่งถ้าทุกคนจ่ายตรงเวลา กองทุนจะไม่ต้องพึ่งงบประมาณแผ่นดิน แต่เข้าใจได้ว่าผู้กู้กองทุนเกือบทั้งหมดฐานะไม่ดีเป็นทุนอยู่แล้วไม่งั้นจะมากู้ทำไม และเศรษฐกิจแบบนี้เงินกับงานไม่ได้หาง่ายๆ มันเลยเป็นผลกระทบกันไปหมด

4. ภาพรวมการดำเนินงานของ กยศ.​ เป็นอย่างไร ? : กยศ. เกิดปี 39 ของบประมาณแผ่นดิน + หมุนเวียนเงินจากผู้กู้เก่าที่ใช้เงินคืน จนปี 61-67 เริ่มอยู่ได้โดยไม่ได้ขอใช้งบประมาณแผ่นดินเพิ่ม จนปี 68 กยศ. ขอกลับมาขอรับการจัดสรรงบประมาณอีกครั้ง เนื่องจากความต้องการกู้ยืมสูงขึ้น​ ผลจากโควิดทำให้ผู้กู้จ่ายเงินคืนน้อยลงและผลจากการแก้ไขกฎหมาย ปี 68 จึงตั้งคำขอไว้ 19,000 ล้านบาท ได้รับจัดสรรทยอยจนครบ (เริ่มจาก พ.ร.บ. 4,573 ล้านบาท แล้วเสริมงบกลางจนครบ) ปี 70 ตั้งคำขอ 31,100 ล้านบาท แต่ได้รับจัดสรรตามร่าง พ.ร.บ. เพียงประมาณ 9,000  ล้านบาท (มากกว่าปีก่อนที่ได้ 5,100 ล้านบาท) ปีการศึกษา 68 มีผู้กู้ 780,000 ราย ยื่นขอวงเงินรวม 47,000 ล้านบาท ปัจจุบันปี 69 ตั้งกรอบผู้กู้ไม่เกิน 780,000 ราย วงเงินไม่เกิน 48,000 ล้านบาท​ คาดการณ์ 3–5 ปีข้างหน้า จำนวนผู้กู้อาจลดลงเล็กน้อยเหลือราว 750,000 ราย วงเงินประมาณ 45,000 ล้านบาท​ และตัวเลขปีการศึกษา 70​ มีผู้กู้ 756,483 ราย วงเงิน 46,228 ล้านบาท / ปีการศึกษา 71: ผู้กู้ 730,324 ราย วงเงิน 44,711 ล้านบาท

น.ส.รักชนก ระบุต่อว่า 5. ทำไมยอดเงินต้นของบางคนถึงดูเหมือนเพิ่มขึ้นหลังคำนวณใหม่ ทั้งที่จ่ายตรงมาตลอด? : เดิมช่วงเปลี่ยนผ่าน พ.ร.บ.​ ฉบับใหม่ (20 มี.ค. 2566) กองทุนลดแต่เงินต้นอย่างเดียวก่อน (ยังไม่ลดดอกเบี้ย/เบี้ยปรับ) ตอนนี้คำนวณใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย คือลดทั้งต้น-ดอก-เบี้ยปรับพร้อมกัน ทำให้ยอดที่เคยถูกจัดสรรไปลดเงินต้นบางส่วน ถูกโยกกลับไปลดดอกเบี้ยแทน ส่งผลให้ยอดเงินต้นคงเหลือดูเหมือนเด้งขึ้น ทั้งที่จริงเป็นการคำนวณให้ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่การเรียกเก็บเพิ่ม

6.​ มีบัญชีที่ยังคำนวณผิด/มีปัญหากี่ราย จากทั้งหมด 4 ล้านกว่าราย? : เหลือประมาณ 18,300 บัญชี (จากทั้งหมด 4,175,475 บัญชี) ส่วนใหญ่เป็นเคสซับซ้อน เช่น มีหลายบัญชีคาบเกี่ยวกัน มีคดีความ ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดทีละราย​ แต่คณะกรรมาธิการก็ได้รับเรื่องร้องเรียนมาทุกวัน จึงจะขอติดตามเรื่องนี้ต่อไป

7.​ ทำไมจ่ายเงินแล้ว แต่​ กยศ.​ Connect ยังไม่ปรับยอดหนี้?: ปัจจุบันการชำระเงินจะไม่ปรับยอดหนี้ทันที (delay ประมาณ 2 วันสำหรับจ่ายตรง / เพิ่มจากเดิม 15 วันสำหรับหักผ่านนายจ้าง) เนื่องจากระบบเก่ากับระบบใหม่ (สำหรับคำนวณตาม พ.ร.บ.) ยังอยู่ระหว่างเชื่อมข้อมูลกัน ยังไม่รวมเป็นระบบเดียว กยศ. ระบุว่าเป็นช่วงจูนนิ่งชั่วคราว และยืนยันว่าประวัติการชำระเงินทุกรายการถูกเก็บไว้ครบถ้วน ไม่มีใครเสียสิทธิ์

8. เข้าใจเลยว่าหลายคนร้อนใจ จึงเดินทางไปที่ กยศ.​ ด้วยตนเอง : ตอนนี้วันละกว่าร้อยกว่าคน ส่วนใหญ่มาเพื่อเช็กยอดหนี้ให้ชัวร์ก่อนจะปิดบัญชี เพราะช่วงนี้ระบบเว็บกับแอปแสดงข้อมูลไม่ตรงกัน ทำให้ไม่มั่นใจ กยศ. ระบุว่า​ จริง​ ๆ​ ติดต่อทางโทรศัพท์/นัดหมายออนไลน์ได้โดยไม่ต้องเดินทางมา​ แต่คณะกรรมาธิการก็ได้รับฟังมาว่า ประชาชนติดต่อทางโทรศัพท์/ไลน์ ไม่ค่อยติด จึงเป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการจะขอติดตามต่อไปเพื่อประโยชน์ของพ่อแม่พี่น้องผู้กู้ยืม กยศ.

9.กยศ. ระบบห่วยแตกแถมบริการแย่แบบนี้ รวมตัวกันไม่จ่ายคืนเลยได้ไหม? ใจเย็นๆ กันนะทุกคน เข้าใจว่าระบบมันห่วยแตกขนาดหนัก บริการก็แย่ไม่ประทับใจ แต่ถ้าทุกคนไม่จ่ายเงินคืน กยศ. บุคลากรใน กยศ​. เค้าก็ไม่เดือดร้อนอะไร เค้าก็ยังคงกินอิ่มนอนหลับมีเงินเดือนเข้าปกติ แต่คนที่เดือดร้อนที่สุดถ้าทุกคนรวมตัวกันไม่จ่ายเงิน คือ น้องรุ่นถัดไปที่เป็นเด็กบ้านยากจน ที่กำลังรอกู้เงินในปีถัดไป ถ้าไม่มีเงินจากพี่ๆ รุ่นเก่าส่งคืนมา น้องๆ เหล่านี้ บางคนก็อาจจะเสียโอกาสในการกู้เงิน นั่นหมายถึงอนาคตของเค้า ที่สำคัญถ้าไม่จ่าย ก็อาจจะโดนดำเนินการทางกฎหมายได้

ตอนนี้ทาง กมธ.ติดตามงบฯ พยายามช่วยแก้ไขปัญหาอยู่ฮะ ถ้า กยศ. ระบบมันห่วย บริหารแย่ บริการกาก เราก็มาช่วยกันด่าเค้าจะได้แก้ไขให้มันดีขึ้น แต่ถ้าไม่จ่ายเงินคืนเลย นึกถึงรุ่นถัดไปด้วย สงสารน้องๆ ที่รอใช้เงินฮะ

10. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ต้องเอาใจใส่ กยศ. มากกว่านี้  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเกี่ยวอะไร หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่ากองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา กยศ. ไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของรัฐมนตรีกับกระทรวงศึกษาหรือรัฐมนตรีกระทรวง อว.  แต่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ‘รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง!’ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นใน กยศ. เรื้อรังมานาน แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านนี้ ตั้งแต่รับตำแหน่งมา ยังไม่เคยพูดถึงปัญหาและการแก้ไขปัญหาใน กยศ. เลยแม้แต่ครั้งเดียว

ดังนั้นดิฉันขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องเอาใจใส่ปัญหาที่เกิดขึ้นใน กยศ. มากกว่านี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าท่านให้ความสำคัญกับอนาคตของเยาวชนอย่างจริงใจ