เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่ากทม เบอร์9 พร้อมด้วย นายวิศณุ ทรัพย์สมพล นายศานนท์ หวังสร้างบุญ และนายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ พร้อมทีมกรุงเทพทำงาน ลงพื้นที่หาเสียงในพื้นที่เขตจตุจักรและบางซื่อ พร้อมให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่พบปะประชาชน และแผ่นพับนโยบายของ”ทีมกรุงเทพฯทำงาน “ว่า วันนี้ลงพื้นที่ที่ศูนย์ฝึกอาชีพ คือมารับฟังประชาชนว่าเป็นอย่างไร อนาคตนโยบายสำคัญอย่างหนึ่งคือเรื่องเศรษฐกิจ ประชาชน ก็จะมีความยากลำบากในเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีอายุเยอะ มีความรู้ดั้งเดิม ซึ่งอาจจะไม่มีความรู้พอที่จะพัฒนา อาชีพใหม่ได้ ซึ่งเราก็มีโครงการ สำคัญในการพัฒนาความรู้ กทม.ไม่มีเงินไปแจกคน เราไม่สามารถ นำเงินไปแจกคนได้ แต่เราสามารถ ให้องค์ความรู้ เพื่อให้นำความรู้ที่ได้ นำไปใช้ประกอบอาชีพและพัฒนาตัวเองได้

โดยมีโครงการสองส่วนส่วนแรก เรียกว่า Next Learn โดยเป็นความรู้ต่างๆผ่านคอร์สออนไลน์
มีประมาณ 500-600 คอร์สที่ลงไว้ในเว็บ ให้คนมาเรียนออนไลน์ได้ โดยมี หลักสูตรที่ให้เรียน รวม 1 ล้านชั่วโมง ตอนนี้มีคนเรียนไปแล้ว รวมกันประมาณ 5แสนชั่วโมง ซึ่งแบ่งเป็น Next Job และ Next Skill โดย Next Job มีบริษัทเอกชนมาลงคอร์สสอนให้ 13รายเมื่อเรียนจบ ก็มีโอกาสทำงานต่อ ช่วยเป็นการกระตุ้นการจ้างงาน ส่วนการฝึกวิชาชีพ เรามีโรงเรียนฝึกอาชีพ 10แห่ง และศูนย์ฝึกวิชาชีพ 11 แห่ง ตรงนี้คือเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างอาชีพใหม่ๆ หรืออาชีพที่คนยังไม่มีความรู้ มีกว่า400 คอร์ส บางหลักสูตร ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่บางหลักสูตรก็มีค่าใช้จ่าย
แต่ราคาไม่แพงราว 100 บาท ก็จะทำให้ประชาชนมีความรู้และนำไปประกอบอาชีพได้ ปัจจุบันหลักสูตรที่ได้รับความนิยม เช่น ทำเล็บ หรือหลักสูตรที่ตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ ซึ่งนโยบายของเราก็จะเพิ่มตรงจุดนี้ให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น

” ส่วนศูนย์แห่งนี้ก็เพิ่งจะดำเนินการปรับปรุง แต่ในบางศูนย์อาจจะยังไม่มีเครื่องปรับอากาศและ มีพื้นที่จำกัด ในอนาคตก็อาจจะ ต้องขยาย ในเรื่องของพื้นที่ด้วย ซึ่งระหว่างที่ลงพื้นที่ก็มีนักเรียนเข้ามาสะท้อนให้ฟังว่าพื้นที่ค่อนข้างเล็ก เชื่อว่าคนกรุงเทพต้องการทักษะใหม่ๆ พี่อาจจะไม่ได้เรียนรู้มา เราจึงอยากที่จะทำตรงนี้ให้มีเครื่องมือไปทำมาหากินได้ คาดว่าเศรษฐกิจใน 4 ปีข้างหน้าอาจจะหนักมากขึ้น เราจึงจะต้องช่วยเศรษฐกิจทั้ง 2 ส่วน คือ เศรษฐกิจด้านบน คือบริษัทขนาดใหญ่ ตรงนี้ก็จำเป็น เพราะเป็นคนที่จ้างงานคนจำนวนมาก ก็คงต้องดูเรื่องกฎระเบียบ เรื่องความโปร่งใส และต้องดึงดูดคุณภาพชีวิตให้คนมาลงทุน ทั้งต่างประเทศและในประเทศ ส่วนเศรษฐกิจอีกระดับหนึ่งก็คือ เศรษฐกิจของเอสเอ็มอี และระดับไมโคร ที่มีอยู่ประมาณ 500,000 รายก็ต้องช่วยโดยให้ความรู้เพิ่ม 2 ส่วนนี้ก็จะประกอบกันโดยเศรษฐกิจด้านล่าวก็จะไปช่วยเศรษฐกิจด้านบน ที่มาจับจ่ายใช้สอย โดย 2 ส่วนนี้ต้องโตไปด้วยกันทั้งคู่ ทำให้เมืองมีความเข้มแข็งมากขึ้น เพราะเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องใหญ่ ที่ต้องทำให้ดี และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เมือง มีคุณภาพมากขึ้น

นายศานนท์ กล่าวว่า เรามุ่งที่จะทำและพัฒนาหลักสูตรขึ้นมาอีก ประมาณ 300 หลักสูตร ในอีก 4 ปีข้างหน้าเพื่อจะนำเอาหลักสูตรใหม่ ๆ เพื่อให้ทันกับโลกทีหมุนไป หรือพื้นที่อื่นๆ ที่เราจะขยายผลได้ และก็อยากจะขยายให้ครอบคลุมทั้ง 50 เขตปัจจุบันเรามี โรงเรียนฝึกอาชีพ และศูนย์ฝึกอาชีพ รวม 21 แห่ง ซึ่งอีกหลายเขตยังไม่มีพื้นที่ฝึกอาชีพแบบนี้เราก็จะขยายออกไป

ส่วนกรณีที่นาจจิรายุ ห่วงทรัพย์ และนายคริส โปรตระนันทน์ จะเดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนที่ สำงานป.ป.ช.เกี่ยวกับระบบอากงในวันพรุ่งนี้(11มิ.ย.) ว่า ดีเลย ถ้ามีหลักฐานก็ไม่เป็นอะไรเลย เราก็พร้อมอยู่แล้วที่จะให้ตรวจสอบ สำหรับระบบอากง ตนก็ยังไม่รู้ว่าสรุปแล้วนิยามคืออะไร สรุปแล้วมีการจ่ายเงิน4กิโลกรัมซื้อตำแหน่งจริงหรือไม่ หรือมีหลักฐานว่าคนไหนที่ซื้อหรือไม่ เราอยู่ตรงนี้ต้องพร้อมตรวจสอบ ไม่ว่าใครจะยื่นอะไร แต่ก็เสียดายน่าจะยื่นตั้งแต่สมัยที่ตนยังอยู่ในตำแหน่งผู้ว่าฯ ตอนนี้เป็นประชาชนคนธรรมดา บางทีก็ไม่รู้จะเอาข้อมูลจากไหน เพราะเราก็ไม่มีข้อมูลอยู่ในมือเท่าไหร่ แต่ตนก็ยินดีตรวจสอบให้เต็มที่

“แต่ก็ขอฝากอย่างหนึ่งอย่าให้ เป็นประเด็นทางการเมือง เพราะช่วงนี้อยู่ใกล้ช่วง เลือกตั้งผู้ว่าฯ ตนก็อยากจะโฟกัสเรื่องนโยบาย เราก็อยากจะพูดว่าอนาคตจะทำอะไร ที่ตรวจสอบเราก็พร้อม และก็ยินดีที่ทั้ง 2 คนจะไปยื่น ไม่มีปัญหาความจริงแล้วยื่นได้ตลอดไม่ต้องช่วงนี้ก็ได้ เพราะทุกคนมีสิทธิ์ได้รับการตรวจสอบ “

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ประเด็นดังกล่าวทำให้ เสียสมาธิในการหาเสียงหรือเกรงว่าคะแนนเสียงจะลดลงหรือไม่ นายชัชชาติ ระบุว่า ตนคิดว่าประชาชนน่าจะเข้าใจ แต่บางครั้ง ก็รู้สึกท้อ เพราะเราอยากจะนำเสนอ สิ่งที่ดีให้กับประชาชน เรื่องนโยบายหรือเรื่องอะไรต่างๆที่มี บางครั้งเป็นเรื่องในอดีต ก็อาจทำให้เสียเวลาบ้าง เราอยู่ผ่านมา4ปีเชื่อว่าไม่มีเรื่องด่างพร้อย แต่ไม่เป็นไรถ้ามีคนมาว่า แต่เราก็พยายามตรวจสอบ และก็พยายามเสนอ และพูดเรื่องนโยบายให้เยอะขึ้น เพราะคือสิ่งสำคัญในอนาคต ว่าประชาชนจะอยู่อย่างไรในอนาคต ส่วนเรื่องทุจริตต่างๆ ตนก็พร้อม เพราะทุกคนมีสิทธิ์

“เหมือนมวยปล้ำนะ แท๊กทีม แต่เราก็ยืนอยู่ตรงนี้เหลืออีก 20 วันรับได้หมด ความจริงเราก็เป็นคนทำงานมาก่อนก็เลยอาจจะมีจุดที่ทำให้มีคนวิจารณ์ได้เยอะ ก็อาจจะแตกต่างจากคนที่ยังไม่เคยทำงาน แต่ก็อยากจะขอให้ตรวจสอบ ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ สิ่งที่ไม่เป็นจริงอย่ามาพูด เพื่อสร้างกระแส เพราะทำให้คนเข้าใจผิดและทำให้ประชาชนสับสน ขอให้พูดแต่ข้อเท็จจริง พูดเรื่องจริง อะไรที่มีหลักฐานก็พูด แต่ถ้าพูดเพื่อเอาสนุกเอาคะแนนเสียง หรือพูดเพื่อให้คนเข้าใจผิด อันนี้เป็นสิ่งสำคัญต้องฝากสื่อช่วยกันดูด้วย เราเองก็คงต้องแก้ข้อกล่าวหาไป ยืนยันทุกอย่างไม่เคยมี ระบบอากงไม่เคยมี เพราะคือทีมงานของชัชชาติที่ร่วมกันทำ เรื่องซื้อขายตำแหน่งไม่มีอยู่แล้วเพราะทำไม่ได้ หรือหากมีแอบอ้างก็ให้แจ้งมา ทุกครั้งที่ตนพูดในที่ประชุมของหน่วยงานราชการ ใครมาแอบอ้างเรื่องซื้อตำแหน่งให้บอกเลย ทางฝ่ายบริหารไม่มีอย่าไปเชื่อใคร”

ส่วนจะมีการฟ้องร้อง คนที่มาพูดพาดพิงในช่วงนี้หรือไม่ นายชัชชาติ ระบุว่า เราก็ต้องทำใจร่มๆ อย่าทำให้เหมือนกับว่าเราไปฟ้องปิดปากเขา สุดท้ายให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ ว่าเราอยู่ตรงนี้เป็นอย่างไร ผลงานที่ผ่านมา 4ปีเป็นอย่างไร ทำไมถึงมารุมเราตอนนี้ เหตุผลคืออะไร หลายเรื่อง เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี แต่ทำไมเพิ่งพูดและนำมาเป็นประเด็น แต่ในเมื่อเราเป็นบุคคลสาธารณะก็ต้องชี้แจงให้ได้ ส่วนเรื่องของการฟ้องร้อง หากเลวร้ายจริงๆ ทำให้เกิดความเสื่อมเสีย ก็อาจจะต้องมี แต่ตอนนี้นโยบายของเราคือทำใจร่มๆ เพราะไม่เช่นนั้นก็อาจจะหาว่าเราไปฟ้องปิดปาก สุดท้ายถ้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เข้าปปช. ก็เป็นไปตามขั้นตอน ไม่มีอะไรหากทั้ง2คนอยสกจะตรวจสอบ ก็ทำเต็มที่เลย

ส่วนที่มี ผู้สมัคร สก.บางรายออกมารณรงค์ให้มีการหาเสียงอย่างสร้างสรรค์นั้น นายชัชชาติ ระบุว่า ก็เป็นสิ่งดี เพราะจะได้ทำให้รู้ว่านโยบายคืออะไร ในอนาคตจะทำอะไร ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ฝุ่น น้ำท่วม เพราะเป็นสิ่งที่มีผลกับประชาชนมาก แต่ทั้งนี้เรื่องทุจริตก็สำคัญ แต่ควรนำหลักฐานที่ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจได้

“ผมว่าเราก็ต้องหาเสียงกันอย่างสร้างสรรค์ เราก็ไม่เคยว่าคนอื่น เราก็พยายามทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ และชี้แจงกับประชาชน เราก็พยายามชี้แจง โดยหลาย ๆเรื่องเราก็ชี้แจงไปแล้ว ก็ขอให้เป็นไปในทางที่ประชาชนได้ประโยชน์ที่สุด ถึงแม้จะถามเรื่องเดิมๆ สุดท้ายเราก็ต้องตอบ เราไม่ได้หนีไปไหน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีบางคนระบุว่า อาจารย์ชัชชาติเป็นบุคคลที่แตะไม่ได้ นายชัชชาติ กล่าวว่า แตะได้ นี่แตะไม่ได้อย่างไรก็รุมถล่มอยู่ไม่รู้กี่รอบ
ส่วนเรื่องที่บอกว่ามีทัวร์ลง ก็อาจจะเป็นผู้ที่สนับสนุนเรา ซึ่งตนเองก็เคยบอกแล้วว่า อย่าไปว่าคนอื่น เพราะว่า มันเป็นสิ่งที่ไม่ดีไปทะเลาะกัน เพราะสุดท้ายแล้วต้องพิสูจนด้วยความจริง และตรงนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่เราไปจัดตั้งขึ้น ไม่เคยมีIOที่ไปถล่มใคร เป็นเหมือนออร์แกนิก ซึ่งตนเองก็ไม่รู้ว่าคนเหล่านี้เป็นใครเหมือนกัน ก็ไม่รู้จะไปบังคับ อย่างไรเช่นกัน ส่วนคนที่โดนถล่มก็อย่าไปกังวล เพราะว่าเป็นเรื่องที่คนไปคอมเม้นท์และอาจจะไม่มีผล คอมเมนต์เรื่องนโยบาย ถามเรื่องนโยบายกันจะดีกว่า เชื่อว่าหลังเลือกตั้ง กรุงเทพฯก็จะดีขึ้น เพราะทุกคนก็จะร่วมมือการทำเมืองให้ดีขึ้น

ส่วนเรื่องป้ายโฆษณา ที่เคยมีประเด็นก่อนหน้าว่าบางพรรคการเมือง ยื่นขอใช้พื้นที่เอกชนแห่งหนึ่งในการจะปิดป้ายหาเสียงไปแต่ไม่ได้ติดป้ายหาเสียงแต่กลับให้ ทีมกรุงเทพฯทำงานติดป้ายหาเสียงได้นั้น นายศานนท์ กล่าวว่า ได้ดำเนินการตรวจสอบกับบริษัทเอกชนเจ้าของพื้นที่แล้วทราบว่า มีการขอราคาการติดป้ายไปแต่สุดท้ายก็ไม่ได้มีการดีล ซึ่งทางเอกชนก็ดำเนินการเท่าเทียมกันกับทุกคนที่ขอ

นายชัชชาติ กล่าวเสริมว่า ดังนั้นจึงไม่ได้ถอนออก และเมื่อดำเนินการเช็กแล้ว ก็อย่างที่เราพูดไว้ ว่าไม่ได้เลือกปฏิบัติ แล้วก็ทำทุกคนเท่าเทียมกัน.