เคยสงสัยไหมครับ? ทำไมเพื่อนบางคนกินช็อกโกแลต ดื่มน้ำอัดลมเป็นลิตรๆ แต่ฟันไม่เคยผุเลยสักซี่ ขณะที่เราแปรงฟันอย่างขยันขันแข็ง บ้วนปากทุกเช้าเย็น แต่ก็ยังต้องนอนอ้าปากให้หมอฟันอุดให้อยู่ร่ำไป! ล่าสุด ทันตแพทย์และนักวิจัยระดับโลกได้ออกมาเฉลยความลับที่แท้จริงแล้วว่า ตัวการที่ทำให้ฟันผุไม่ใช่ “น้ำตาล” อย่างที่เราเข้าใจกันมาตลอด แต่คือ “แบคทีเรียตัวร้าย” ที่เปรียบเสมือนปลวกแทะฟัน ซึ่งเรามักจะติดเชื้อนี้มาจากน้ำลายของคนในครอบครัว หรือเพื่อนๆ
กลายเป็นไวรัลที่สร้างความตื่นตระหนกในโลกออนไลน์ เมื่อทันตแพทย์ชื่อดังบนแพลตฟอร์ม TikTok เจ้าของบัญชี ‘thebentistofficial’ ได้ออกมาโพสต์วิดีโออธิบายความจริงทางวิทยาศาสตร์ว่า “น้ำตาลไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดฟันผุ และพันธุกรรมก็ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด”
คุณหมอได้อธิบายว่า แท้จริงแล้วมนุษย์เราไม่ได้เกิดมาพร้อมกับโรคฟันผุ แต่ฟันผุเกิดจากแบคทีเรียสายพันธุ์หนึ่งในช่องปากที่มีชื่อว่า “สเตรปโตค็อกคัส มิวแทนส์” (Streptococcus mutans หรือ S. mutans) โดยหมอฟันได้เปรียบเทียบเจ้าแบคทีเรียชนิดนี้ให้เห็นภาพชัดๆ ว่ามันทำหน้าที่เหมือน “ตัวปลวก” ที่ชอบกัดกินเนื้อไม้ เพียงแต่เป้าหมายของมันคือ “ฟัน” ของเรา
แล้วน้ำตาลเกี่ยวอะไรด้วย? คุณหมอชี้ว่า น้ำตาลทำหน้าที่เป็นเพียง “เชื้อเพลิง” หรืออาหารชั้นเลิศของพวกมันเท่านั้น เมื่อเรากินของหวานเข้าไป แบคทีเรียกลุ่มนี้จะเข้ามากินน้ำตาล จากนั้นพวกมันจะ “ขับถ่ายสารที่เป็นกรด” ออกมาเคลือบผิวฟัน กรดตัวนี้เองที่จะเข้าไปกัดกร่อนสารเคลือบฟัน (Enamel) จนทำให้ฟันอ่อนแอ และกลายเป็นรูผุในที่สุด ดังนั้น คนที่ไม่มีแบคทีเรียชนิดนี้ในช่องปากในปริมาณมาก ต่อให้กินน้ำตาลเข้าไป ฟันก็จะไม่ผุง่ายๆ นั่นเอง
คำถามคือ แบคทีเรียสุดร้ายกาจนี้เข้ามาอยู่ในปากเราได้อย่างไร? ข้อมูลระบุว่า มันถูกส่งต่อผ่าน “น้ำลายและการสัมผัสใกล้ชิด” ตั้งแต่เรายังเป็นทารก
ในอดีตงานวิจัยส่วนใหญ่ระบุว่า เด็กมักจะได้รับแบคทีเรีย S. mutans มาจากผู้เป็นแม่หรือคุณยาย ผ่านพฤติกรรมความรัก เช่น การจูบปากเด็ก, การใช้ปากเป่าอาหารให้หายร้อน, หรือการป้อนอาหารโดยใช้ช้อนคันเดียวกัน หรือดื่มน้ำแก้วเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ผลงานวิจัยล่าสุดจากภาควิชาชีววิทยา และคณะทันตแพทยศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยอลาบามา เบอร์มิงแฮม (UAB) ได้เปิดเผยข้อมูลใหม่ที่น่าสนใจว่า แบคทีเรียฟันผุนี้ไม่ได้ติดเฉพาะจากคนในบ้านเท่านั้น แต่ยังสามารถ “ติดจากเพื่อนที่โรงเรียน” ได้ด้วยเช่นกัน!
สเตฟานี โมเมนี หัวหน้าทีมวิจัยระบุว่า “จากการตรวจสอบ เราพบว่าเด็กถึง 72% มีเชื้อแบคทีเรีย S. mutans สายพันธุ์ที่ไม่พบในสมาชิกครอบครัวเลย ซึ่งหมายความว่าเด็กๆ ได้รับเชื้อนี้มาจากปฏิสัมพันธ์กับคนภายนอกที่สถานรับเลี้ยงเด็กหรือโรงเรียน ผ่านพฤติกรรมวัยเด็ก เช่น การแบ่งอมยิ้มกันกิน, การเคี้ยวลูกอมเม็ดเดียวกัน, หรือการแชร์หลอดดูดน้ำ”
นอกจากนี้ ผลวิจัยยังชี้ว่า มีเด็กถึง 40% ที่ไม่ได้แพร่สายพันธุ์แบคทีเรียฟันผุนี้ให้กับแม่ของตนเองเลย เป็นการยืนยันว่า วงจรการปนเปื้อนในโลกภายนอกบ้านนั้นรุนแรงกว่าที่คิด
สำหรับใครที่รู้ตัวว่าเป็นคนที่มีปริมาณแบคทีเรีย S. mutans ในช่องปากสูง (ฟันผุง่าย แม้จะแปรงฟันบ่อย) ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า การแปรงฟันแบบธรรมดาอาจไม่เพียงพอ คุณต้องมีเคล็ดลับและมาตรการเชิงรุก เพื่อควบคุมประชากรแบคทีเรียกลุ่มนี้ไม่ให้เติบโต
ตัดเสบียงอาหาร – ในเมื่อรู้ว่าน้ำตาลคือเชื้อเพลิงของมัน การลดอาหารหวานและของกินเล่นระหว่างวัน จะช่วยตัดวงจรการสร้างกรดของแบคทีเรียได้ดีที่สุด
ใช้ไหมขัดฟันและน้ำยาบ้วนปากฆ่าเชื้อ – เจ้าแบคทีเรียชอบซ่อนตัวอยู่ตามซอกฟันที่ขนแปรงเข้าไม่ถึง การใช้ไหมขัดฟัน (Dental Floss) ร่วมกับน้ำยาบ้วนปากที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย จะช่วยลดปริมาณ “ปลวกแทะฟัน” ลงได้มาก
ใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์เข้มข้น – เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้สารเคลือบฟัน ทนทานต่อกรดที่แบคทีเรียปล่อยออกมาได้ดียิ่งขึ้น
ปรับพฤติกรรมสุขอนามัย – หลีกเลี่ยงการใช้ช้อน หลอด หรือแก้วน้ำร่วมกับผู้อื่น เพื่อป้องกันไม่ให้เราไปรับเชื้อสายพันธุ์ใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา หรือนำเชื้อของเราไปติดคนที่เรารัก
ที่มาและภาพ : insight korea, unsplash



