เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 11 มิ.ย. ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้จัดเปิดเวที ไทย-เอไอ พาสปอร์ต ฟอรั่ม เพื่อระดมรับฟัง-แลกเปลี่ยนความคิดเห็น “โครงการ TH-AI Passport” โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี เป็นประธาน พร้อมด้วย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดีอี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด และผู้ที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจากภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชนทั่วไป ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงานกว่า 400 คน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจความเรียบร้อยอย่างเข้มงวดก่อนเข้างาน 

เมื่อเริ่มงาน นายพชร กล่าวว่า โครงการนี้ดำเนินการตามระเบียบราชการ ในการจัดซื้อจัดจ้าง โดยใช้งบของกองทุนดีอี ซึ่งเป็นเงินนอกงบประมาณราว 1,800-1,900 ล้านบาท กลุ่มเป้าหมายประเมินจากประชากรที่ยังอยู่ในระบบเศรษฐกิจและสามารถเพิ่มทักษะได้ราว 50 ล้านคน จากนั้นกำหนดเป้าหมายขั้นต่ำ 10% หรือประมาณ 5 ล้านคน แม้ในเชิงเป้าหมายเดิมอยากขยายให้ถึง 10 ล้านคน แต่ต้องพิจารณาตามกรอบวงเงินที่มีอยู่

โครงการนี้ไม่ใช่การแจกเอไอแล้วจบ แต่มีการฝึกอบรมเรื่องเอไอ สร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วม กลุ่มเป้าหมายของโครงการกำหนดขั้นต่ำเป็นประชาชนทั่วไปอายุเกิน 15 ปี และแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มนักเรียนและนักศึกษา กลุ่มบุคลากรภาครัฐ และกลุ่มประชาชนทั่วไป รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

“กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างไม่ได้ใช้เวลา 34 วันตามที่ถูกวิจารณ์ เพราะช่วงดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการทั้งหมด ก่อนหน้านั้นต้องผ่านการพิจารณาและกลั่นกรองจากคณะกรรมการหลายชุด รวมถึงคณะกรรมการกองทุน ซึ่งมีประธานในระดับนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย โดยภาพรวมใช้เวลาเกือบ 5 เดือนกว่าจะนำไปสู่การลงนามในสัญญา”

นายพชร กล่าวต่อว่า สำหรับการทำราคากลางและการเปิดโอกาสให้เอกชนที่ให้ข้อมูลราคากลางเข้าร่วมประมูลนั้น การสืบค้นราคากลางจำเป็นต้องอ้างอิงจากผู้ประกอบการในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับงานนั้นโดยตรง เพราะโครงการนี้เป็นงานด้านไอทีและดิจิทัล จึงไม่สามารถไปสืบราคาจากผู้ประกอบการก่อสร้างหรือธุรกิจที่ไม่เกี่ยวข้องได้ ขณะเดียวกัน หากกำหนดว่าผู้ให้ข้อมูลราคากลางห้ามเข้าร่วมประมูล ก็อาจไม่มีเอกชนรายใดให้ข้อมูลราคาแก่ภาครัฐ และหากให้ราชการกำหนดราคาเองก็อาจไม่สะท้อนราคาตลาดที่แท้จริง

“ที่มีการกล่าวว่าทีโออาร์ไม่มีความโปร่งใสนั้น ยืนยันว่า ทำตามระเบียบราชการทุกอย่าง การจะยกเลิกโครงการอาจไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะผ่านเรื่องทีโออาร์สู่การเซ็นสัญญาแล้ว แต่ยังสามารถเพิ่มหนังสือแนบท้ายสัญญาได้ โดยจะมีการเพิ่มเติมในส่วนการใช้เท่าไรจ่ายเท่านั้น”

ทั้งนี้ ช่วงหนึ่งของการถามตอบ นายธีระชาติ ก่อตระกูล อดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และคณะทำงานผู้นำฝ่ายค้าน ได้ตั้งคำถามถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับความโปร่งใสของโครงการว่า ทั้งเรื่องการที่ รมว.ดีอี รู้จักผู้ชนะการประมูลหรือไม่ การใช้งบประชาสัมพันธ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า หากโครงการมีข้อสงสัยและความเสี่ยงด้านความโปร่งใสมากขนาดนี้ เอกชนผู้รับสัญญาควรพิจารณายกเลิกสัญญาก่อนหรือไม่ 

ซึ่งทางปลัดกระทรวงดีอี ได้ชี้แจงทันทีด้วยน้ำเสียงดังว่า เอกชนไม่สามารถยกเลิกสัญญาฝ่ายเดียวได้ และกระทรวงก็ไม่ยินยอมให้ยกเลิก เนื่องจากเป็นสัญญามาตรฐานทางราชการ

หลังจากนั้นทางนายไชยชนก ลุกขึ้นชี้แจงว่า ในส่วนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเป็นหน้าที่ของข้าราชการประจำ แต่ยอมรับว่ารู้จักผู้ชนะงานเป็นการส่วนตัว 

“ในฐานะผู้ที่เคยทำงานภาคเอกชนและทำงานมาหลายด้าน ย่อมรู้จักบุคคลจำนวนมากในประเทศ และเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้จักผู้ที่เข้ามาชนะการประมูลงานของกระทรวงใดเลย อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และรายละเอียดทั้งหมดเป็นหน้าที่ของฝ่ายข้าราชการประจำที่ได้ชี้แจงไปแล้ว” นายไชยชนก กล่าว

จากนั้น นายธีระชาติ ได้ตั้งคำถามต่อว่า แม้จะรู้จักกันเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องการทราบระดับความสนิท เนื่องจากมีข้อสงสัยว่าเอกชนสามารถยกระดับสเปกระบบจากตัวเลขที่ถูกตีความว่าอยู่ราว 139 TPS ไปเป็น 5,000 TPS ได้อย่างไร โดยเห็นว่า หาก TOR กำหนดขั้นต่ำไว้ระดับหนึ่ง แต่ผู้รับสัญญาเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงกว่ามาก ย่อมทำให้เกิดคำถามว่าต้นทุนและส่วนต่างในโครงการมีมากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตาม นายพชร โต้แย้งว่า ตัวเลข 139 TPS ไม่ได้ปรากฏอยู่ใน TOR และเป็นตัวเลขที่ผู้ตั้งข้อสังเกตคำนวณขึ้นเอง โดยข้อกำหนดที่แท้จริงคือระบบต้องรองรับผู้ใช้งานพร้อมกัน 500,000 คนต่อชั่วโมง พร้อมย้ำว่าควรพูดคุยบนข้อเท็จจริง ไม่ใช่นำตัวเลขที่ตีความขึ้นเองมาใช้กล่าวหาว่า TOR มีปัญหา

นายพชร กล่าวว่า หากผู้รับสัญญาระบุว่าจะจัดหาระบบที่รองรับได้สูงกว่า TOR กระทรวงย่อมยึดตาม TOR เป็นฐาน และหากระบบไม่สามารถรองรับการใช้งานได้จริงตามเงื่อนไข ก็มีบทปรับและมาตรการลงโทษตามวินัยสัญญาทางราชการอยู่แล้ว ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบตามข้อกำหนดในสัญญา ไม่ใช่การสรุปว่าการให้บริการเกิน TOR เท่ากับมีส่วนต่างหรือมีความไม่โปร่งใสโดยอัตโนมัติ

ขณะเดียวกัน นายธีระชาติ ยืนยันว่า ประเด็นที่ต้องการตั้งคำถามคือ ประสิทธิภาพของ TOR ในการเปิดการแข่งขันอย่างเป็นกลาง หากรัฐกำหนดสเปกขั้นต่ำไว้ระดับหนึ่ง แต่ภายหลังผู้ชนะงานสามารถเสนอประสิทธิภาพสูงกว่าได้มาก อาจทำให้เกิดข้อสงสัยว่าผู้เข้าแข่งขันรายอื่นสามารถประเมินต้นทุนและแข่งขันได้อย่างเท่าเทียมหรือไม่ อีกทั้งยังตั้งข้อสังเกตถึงกรอบเวลาการทำงานหลังลงนามสัญญา ซึ่งต้องเปิดลงทะเบียนภายใน 30 วัน และเปิดให้บริการภายใน 90 วัน ว่าเป็นระยะเวลาที่สั้นมากสำหรับโครงการระดับ 1,600 ล้านบาท จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเอกชนอาจทราบรายละเอียดหรือเตรียมการมาก่อนหรือไม่

นอกจากนี้ นายธีระชาติ ยังตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับลำดับเวลาในกระบวนการอนุมัติโครงการ โดยระบุว่ามีหลายจุดที่สังคมตั้งคำถาม ตั้งแต่ช่วงรัฐบาลรักษาการ การนำเรื่องเข้าสู่ ครม.เศรษฐกิจ ไปจนถึงการลงนามในเอกสารที่เกี่ยวข้อง จึงต้องการให้ฝ่ายกระทรวงชี้แจงให้ชัดว่า การดำเนินโครงการเป็นไปตามกระบวนการปกติและไม่มีการออกแบบเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใดรายหนึ่ง

ด้าน น.ส.พาขวัญ วงศ์พลทวี กรรมการ บริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ชนะโครงการ กล่าวว่า TOR ไม่ได้เขียนตัวเลข 139 TPS แต่กำหนดให้รองรับผู้ใช้งาน 500,000 คนต่อชั่วโมง ขณะที่การออกแบบระบบจริงต้องคำนึงถึงช่วงเวลาที่มีผู้ใช้งานสูงสุด ไม่ใช่คำนวณจากค่าเฉลี่ยในช่วงเวลาที่มีผู้ใช้งานน้อย

น.ส.พาขวัญ กล่าวว่า ตัวเลข 5,000 TPS ไม่ได้เกิดจากการต่อรองเป็นพิเศษหรือมีใครสั่งให้เพิ่ม แต่เป็นสิ่งที่ระบบต้องเตรียมไว้โดยธรรมชาติ หากต้องการรองรับผู้ใช้งานระดับ 5 ล้านคนอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ระบบจะรองรับประชาชนจำนวนมากได้ด้วยขีดความสามารถขั้นต่ำตามการคำนวณแบบเฉลี่ยต่อวินาทีเท่านั้น

“การให้บริการจริงต้องพิจารณาจากพฤติกรรมการใช้งานในช่วงพีค ความหนาแน่นของผู้ใช้ และความพร้อมของระบบในเชิงปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงนำตัวเลข 500,000 คนต่อชั่วโมงไปหารด้วยจำนวนวินาทีแล้วสรุปเป็นต้นทุนหรือขีดความสามารถของระบบทั้งหมด เนื่องจากการออกแบบระบบเทคโนโลยีขนาดใหญ่ต้องเผื่อความสามารถรองรับการใช้งานพร้อมกันในช่วงที่มีความต้องการสูง และสามารถขยายได้รองรับ 2.5 ล้านรายพร้อมกัน หรือมากกว่านั้นก็ต้องรองรับได้” น.ส.พาขวัญ กล่าว

ด้าน ดร.การดี เลียวไพโรจน์  รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หากรัฐจะเดินหน้าโครงการคงเหนื่อย จึงมี 3 ทางเลือก คือ เดินหน้าต่อ แก้ไขสัญญา หรือเลิกโครงการ และขอให้เปิดสัญญาเพื่อให้ภาคประชาชน และคนแวดวงไอที สามารถศึกษาและตรวจสอบ เพื่อให้โครงการเดินหน้าไปอย่างโปร่งใสได้

ด้าน นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี กล่าวหลังงานว่า การรับฟังความเห็นวันนี้ ต้องรอให้คณะทำงานและปลัดกระทรวงดีอีรวบรวมข้อเสนอทั้งหมด ก่อนนำไปหารือกับคู่สัญญา โดยหากคู่สัญญาต้องการแสดงความบริสุทธิ์ใจ เชื่อว่ายังมีประเด็นที่สามารถเจรจากันได้ โดยเฉพาะจุดที่เป็นข้อกังวลสำคัญของโครงการ โดยยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะปรับรายละเอียดได้มากน้อยเพียงใด แต่การดำเนินการทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้กรอบทีโออาร์เดิม

“ภาพรวมของเวทีรับฟังความคิดเห็นถือเป็นไปในทิศทางที่ดี เนื่องจากก่อนหน้านี้หลายฝ่ายประเมินโครงการจากข้อมูลในทีโออาร์ เป็นหลัก แต่เมื่อผู้รับสัญญาเริ่มเปิดรายละเอียดของระบบให้เห็นมากขึ้น ทั้งจำนวนโมเดล เอไอ ที่มี 31 โมเดล ขั้นตอนการใช้งาน และฟังก์ชันต่างๆ ทำให้ผู้เข้าร่วมเวทีเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นว่า ภายในแพลตฟอร์ม TH-AI Passport มีองค์ประกอบอะไรบ้าง”

นายไชยชนก กล่าวต่อว่า ได้เสนอให้ปลัดกระทรวงดีอีลองเจรจากับเอกชนว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเปิดระบบทดสอบแบบ (เบต้า เทสต์)  ให้กลุ่มตัวอย่างบางส่วนได้ทดลองใช้งานจริง เพื่อให้เห็นฟังก์ชัน รูปแบบการใช้งาน และกระบวนการภายในระบบก่อนเปิดให้บริการเต็มรูปแบบ ซึ่งจะช่วยให้สังคมประเมินได้ชัดเจนขึ้นว่าแพลตฟอร์มนี้ใช้งานได้ดีเพียงใด และตอบโจทย์ตามที่โครงการตั้งไว้หรือไม่ เพื่อเดินหน้าอย่างรอบคอบ โปร่งใส และตอบโจทย์การใช้งานจริงมากที่สุด

ด้านนายพชร กล่าวว่า หลังจากนี้จะไปหารือกับเอกชน เพื่อทำหนังสือแนบท้ายสัญญา โดยเฉพาะประเด็นการใช้เท่าไรจ่ายเท่านั้น โดยจะรีบไปคุยกับทางคู่สัญญา จะพยายามให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว และให้ทันเริ่มโครงการได้ในวันที่ 1 ก.ค.นี้ โดยยืนยันว่า หากโครงการนี้ต้องหยุดหรือยกเลิกไป คงไม่มีโอกาสที่จะเกิดโครงการแบบนี้อีกในประเทศไทยอย่างแน่นอน