เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 11 มิ.ย. 69 ที่สำนักงานมูลนิธิรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ถนนแจ้งวัฒนะ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี น.ส.ภิรัช รัตนสุภา อายุ 30 ปี พร้อมด้วย น.ส.แพรวรรณ์ กระแจ่ม อายุ 29 ปี (แฟนสาว) นำเอกสารหลักฐานต่างๆ เข้าร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับ นางชฎารณ์ พงษ์ทองเมือง ที่ปรึกษามูลนิธิ หลังทั้งสองคนรับเด็กชาย มาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม เนื่องจากคนเป็นแม่แท้ๆ ประกาศยกลูกให้กับคนที่มีกำลังในการเลี้ยงดู เพราะตัวเขามีปัญหาไม่สามารถเลี้ยงดูเด็กได้ แต่เมื่อเลี้ยงดูเด็กได้เพียง 6 เดือน ฝ่ายผู้เป็นแม่พร้อมครอบครัวทั้งย่าและยาย กลับแจ้งตำรวจนำกำลังมาที่บ้านขอลูกคืน ทำให้แม่ของตนซึ่งมีอายุมากแล้วกว่า 90 ปี รู้สึกผูกพันกับน้อง เกิดความเสียใจคิดมากซึมเศร้า เพราะผูกพันกับเด็กมาตั้งแต่แรกเกิด

น.ส.ภิรัส เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า รู้จักกับแม่เด็กผ่านโซเชียลมีเดีย เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 68 เนื่องจากตนและคู่รักไม่สามารถมีบุตรได้ จึงต้องการรับเด็กมาเลี้ยงดู จนไปเจอโพสต์ประกาศหาผู้อุปการะของแม่เด็ก จึงได้ติดต่อพูดคุยกัน โดยแม่เด็กอ้างว่าไม่มีเงินฝากครรภ์ ไม่มีศักยภาพในการเลี้ยงดู และต้องการยกสิทธิขาดให้โดยไม่ประสงค์จะรับเด็กคืนในอนาคต

ระหว่างตั้งครรภ์ แม่เด็กได้ขอความช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายเป็นระยะ ตนจึงช่วยตามกำลัง และพาไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลใน จ.ชลบุรี โดยออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด แต่ก็ไม่เคยให้เงินจำนวนมาก เพราะเกรงจะเข้าข่ายการซื้อขายมนุษย์

ต่อมา วันที่ 31 ต.ค. 68 แม่เด็กเจ็บท้องคลอด ตนจึงนำอุปกรณ์ของใช้เด็กไปให้และรับผิดชอบค่าคลอดทั้งหมด ตนถามย้ำเสมอทั้งพ่อและแม่เด็กว่าเปลี่ยนใจหรือไม่ ทั้งคู่ยืนยันคำเดิมว่าไม่พร้อม โดยพ่อเด็กไม่ขอรับรองบุตร ในสูติบัตรจึงมีเพียงชื่อแม่ จากนั้นช่วงเย็นแม่เด็กหนีออกจากโรงพยาบาล ปล่อยให้ตนดูแลเด็กเพียงลำพัง

จนวันที่ 2 พ.ย. 68 แม่เด็กกลับมาเซ็นเอกสารออกจากโรงพยาบาล และไปลงบันทึกประจำวันร่วมกันที่ สภ.พนัสนิคม เพื่อยืนยันว่าไม่ได้ขโมยเด็ก ทางแม่เต็มใจยกให้ตนไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ซึ่งแม่เด็กเซ็นเอกสารยินยอมยกเด็กให้ตามขั้นตอนกฎหมาย และเข้าสู่กระบวนการทดลองเลี้ยงดูเป็นเวลา 6 เดือน ตามระเบียบของ พม. เนื่องจากไม่ใช่ญาติสายตรง

แต่แล้วจู่ๆ วันที่ 23 เม.ย. 69 แม่เด็กติดต่อกลับมาขอรับลูกคืน อ้างว่ายายของเด็กเพิ่งทราบเรื่อง ต่อมาวันที่ 27 เม.ย. 69 ครอบครัวฝ่ายแม่เด็กพร้อมพวกประมาณ 12 คน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้บุกมาที่บ้านเพื่อเจรจาทวงเด็กคืน ตนเกิดความกลัวเพราะในบ้านมีเพียงผู้หญิงและผู้สูงอายุ ประกอบกับกลัวว่าหากไม่คืนเด็กอาจต้องถูกส่งเข้าสถานสงเคราะห์ จึงจำใจส่งเด็กคืนไปด้วยความบอบช้ำทางจิตใจ และถูกสั่งห้ามไม่ให้ไปเจอเด็กอีก มิเช่นนั้นจะถูกดำเนินคดี ตนมองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นโหดร้ายกับตนและครอบครัว รวมทั้งแฟนสาวเป็นอย่างมาก เพราะว่าเรามีความผูกพันกับน้อง อีกทั้งเขายังสั่งและห้ามไม่ให้พวกเราพบกับเด็กเลย

ด้านนางสาวชฎาภรณ์ พงศ์ทองเมือง ที่ปรึกษามูลนิธิฯ ระบุว่า ตามกฎหมายพ่อแม่บังเกิดเกล้ายังมีสิทธิในตัวเด็ก แต่ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดขั้นตอนการรับเด็กคืนจึงไม่ผ่านกระบวนการของ พม. แต่กลับพาตำรวจและญาติจำนวนมากมาบุกกดดันถึงบ้าน ซึ่งเข้าข่ายการข่มขู่ หลังจากนี้จะพาผู้เสียหายเข้าพบ พม. จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อหาข้อเท็จจริง และให้ทีมกฎหมายตรวจสอบว่า พฤติกรรมของครอบครัวเด็กเข้าข่ายความผิดทางอาญาในด้านใดบ้าง.