เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม กล่าวในงานเสวนา “การแก้ไขปัญหา และพัฒนากิจการรถไฟอย่างยั่งยืน” ว่า รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) กำลังเผชิญ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานที่กว่า 70% ยังเป็นทางเดี่ยว รถจักร และตู้โดยสารที่มีอายุการใช้งานยาวนาน รวมถึงการขาดแคลนบุคลากร โดยปัจจุบัน รฟท. มีเครือข่ายทางรถไฟกว่า 4,100 กิโลเมตร(กม.) แต่มีบุคลากรลดลงจากกว่า 20,000 คน เหลือประมาณ 8,000 คน ส่งผลให้พนักงานต้องรับภาระงานเพิ่มขึ้น และอาจกระทบต่อประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า กระทรวงคมนาคม เตรียมเสนอการเพิ่มกรอบอัตรากำลังของ รฟท. จำนวน 2,850 อัตรา เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในสายงานที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ควบคู่กับการทบทวนข้อจำกัดด้านการบริหารอัตรากำลังที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานขององค์กร อย่างไรก็ตามรัฐบาลตระหนักดีว่าภาระหนี้สะสมของ รฟท. ที่มีมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งเกิดจากการดำเนินภารกิจบริการสาธารณะ (Public Service Obligation : PSO) ที่ต้องให้บริการประชาชนในอัตราค่าโดยสารต่ำกว่าต้นทุน

ปัจจุบันมีต้นทุนการเดินรถเฉลี่ยกว่า 3 บาทต่อคนต่อ กม. ขณะที่อัตราค่าโดยสารเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 24 สตางค์ต่อคนต่อ กม. สะท้อนบทบาทสำคัญของ รฟท. ในการสนับสนุนการเดินทาง และช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนทั่วประเทศ อย่างไรก็ตามรัฐบาลมีเป้าหมายในการฟื้นฟูฐานะทางการเงินของ รฟท. ให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น โดยกำหนดแนวทางดำเนินงานสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มมูลค่าการใช้ประโยชน์ที่ดิน และทรัพย์สินของ รฟท. ผ่านการบริหารจัดการเชิงพาณิชย์ การยกระดับการขนส่งสินค้าทางราง และการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบราง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ในระยะสั้นภายใน 1 ปี รัฐบาลเตรียมผลักดันการทบทวนมติ ครม. ที่เกี่ยวข้องกับการรับพนักงานใหม่ เพื่อบรรเทาปัญหาการขาดแคลนอัตรากำลังในสายงานสำคัญ อาทิ พนักงานขับรถ ช่างเครื่อง นายสถานี วิศวกร และบุคลากรด้านการบำรุงรักษา พร้อมจัดตั้งกองทุนพัฒนาทักษะและศักยภาพบุคลากร (Reskill/Upskill) เพื่อรองรับเทคโนโลยีระบบรางสมัยใหม่ รวมถึงผลักดันการเชื่อมโยงระบบตั๋วร่วมกับระบบขนส่งสาธารณะอื่น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทาง

ขณะเดียวกัน ในระยะยาว 3–5 ปี รัฐบาลมีเป้าหมายยกระดับ รฟท. สู่การเป็นองค์กรระบบรางแห่งอนาคต โดยมุ่งพัฒนาระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม พัฒนาศักยภาพบุคลากร เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนร่วมพัฒนาธุรกิจระบบรางในรูปแบบความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และส่งเสริมการท่องเที่ยวทางรถไฟผ่านขบวนรถและเส้นทางที่มีศักยภาพ อาทิ KIHA 183 และ Royal Blossom รวมถึงการอนุรักษ์และบำรุงรักษาขบวนรถจักรไอน้ำ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ
นายพิพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ภายในระยะเวลาประมาณ 7 ปี ประเทศไทยควรมีโครงข่ายรถไฟทางคู่ครอบคลุมเส้นทางหลักทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางของประชาชน ควบคู่กับการยกระดับการขนส่งสินค้าทางราง ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ด้านนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่า รฟท. รักษาการผู้ว่า รฟท. กล่าวว่า รฟท. ได้ศึกษาภาระทางการเงินจากการรับพนักงานใหม่ 2,850 อัตราแล้ว พบว่าอยู่ในระดับที่องค์กรสามารถบริหารจัดการได้ และไม่ถือเป็นภาระทางการเงินที่สูงเกินไป เนื่องจากปัจจุบันพนักงานต้องพึ่งพาการปฏิบัติงานล่วงเวลา (OT) ในสัดส่วนสูง โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยคิดเป็นประมาณ 40% ของเงินเดือน การเพิ่มบุคลากรจึงจะช่วยลดภาระงานของพนักงาน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกำลังคน และรองรับการขยายตัวของระบบรางในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การจัดเสวนาครั้งนี้ สืบเนื่องจากโครงการ “การศึกษาและจัดเก็บข้อมูลเพื่อการพัฒนาการรถไฟแห่งประเทศไทยอย่างยั่งยืน” ซึ่งสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) ร่วมกับวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ระหว่างเดือน พ.ค. – ก.ค. 2568 โดยศึกษาสถานการณ์ รวบรวมข้อมูล และรับฟังความคิดเห็นจากพนักงาน ผู้ปฏิบัติงาน ผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทั่วประเทศ เพื่อนำมาจัดทำฐานข้อมูล และองค์ความรู้สำหรับการพัฒนากิจการรถไฟไทยในอนาคต
ซึ่งผลการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่า กิจการรถไฟไทยกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างหลายด้านที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน ความปลอดภัยในการเดินรถ ความสามารถในการแข่งขัน และการให้บริการประชาชน โดยสามารถสรุปเป็น “5 วิกฤตกิจการรถไฟไทย” ได้แก่ วิกฤตอัตรากำลังและความปลอดภัยในการเดินรถ วิกฤตการขาดแคลนรถจักร ล้อเลื่อน และทรัพย์สินด้านการเดินรถ วิกฤตหนี้สินและภารกิจบริการสาธารณะ (PSO) วิกฤตการบริหารจัดการและการลงทุนเพื่ออนาคต และวิกฤตการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบรางยุคใหม่.



