“นักท่องเที่ยวจากประเทศไทยส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 25-35 ปี โดยจะอยู่เที่ยวในมาเก๊าเฉลี่ย 2 วัน และอาจจะเดินทางต่อไปฮ่องกง จูไห่ เซินเจิ้น หรือเมืองอื่น ๆ ที่อยู่ในกลุ่ม Greater Bay Area (GBA) ด้วย ซึ่งนอกเหนือจากชื่นชอบการถ่ายรูปแล้ว ยังมีเรื่องของวัฒนธรรม อาหาร และที่เพิ่มเติมมาอีกก็คือ กิจกรรม D.I.Y. ทำของที่ระลึกด้วยฝีมือของตัวเอง” นางมาเรีย เฮเลน่า เดอ เซนน่า เฟอร์นานเดซ ผู้ว่าการท่องเที่ยวมาเก๊า กล่าว
ด้วยพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป ทั้งยังต้องการอัปเดทเทรนด์การเดินทางพร้อมสินค้าใหม่ ๆ งาน “Macao Tourism Product Updates Seminar & Travel Mart” จึงถูกจัดขึ้นโดยมีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ (CCC) และสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศจีน ณ กรุงเทพฯ (CNTO) รวมถึงพันธมิตรด้านการท่องเที่ยวและผู้ประกอบการชั้นนำจากมาเก๊า ทั้ง 6 กลุ่มรีสอร์ตครบวงจรระดับโลก ได้แก่ MGM, Galaxy, Wynn Macau, Melco, Sands และ SJM รวมถึงตัวแทนธุรกิจท่องเที่ยวจากมาเก๊า และตัวแทนธุรกิจท่องเที่ยวจากเมืองเหิงฉิน ประเทศจีน


แน่นอนว่าสำหรับคนไทยวิถีการ “มู” ยังเป็นเหตุผลหลักอันดับต้น ๆ ที่ทำให้เดินทางไปมาเก๊า โดยเฉพาะช่วงเวลาสำคัญประจำปีอย่าง “พิธีเปิดคลังสมบัติเจ้าแม่กวนอิม” ที่เชื่อกันว่าว่าเป็นวันที่เจ้าแม่กวนอิมเปิดคลังประทานทรัพย์ให้ผู้ศรัทธา “ขอยืมเงิน” ไปต่อทุน เสริมดวงด้านการเงิน การค้าขาย และธุรกิจให้เจริญรุ่งเรือง
“ประเทศไทยถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงและมีการเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางรุ่นใหม่ รวมถึงกลุ่มที่มองหาประสบการณ์ท่องเที่ยวระยะใกล้ที่ครบทั้งไลฟ์สไตล์ อาหาร วัฒนธรรม และความบันเทิง รวมถึงกระแสการท่องเที่ยวสายมูยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันตลาดนักท่องเที่ยวไทยในมาเก๊าเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนพฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทยที่ให้ความสำคัญกับการเดินทางที่ผสานทั้งประสบการณ์ วัฒนธรรม ความเชื่อ และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน”
นอกจากวัดเจ้าแม่กวนอิและวัดอาม่าที่สายมูห้ามพลาดแล้ว “ย่านเซนต์ลาซารัส” ที่เปรียบเสมือน “ลิตเติ้ลโปรตุเกส” และศูนย์รวมศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ของมาเก๊า เป็นอีกย่านที่ควรค่าแก่การแวะเวียนไปเยี่ยมเยือน เพราะบรรยากาศที่เหมือนหลุดไปอยู่โปรตุเกส ทั้งถนนหนทางปูด้วยหิน รายล้อมด้วยตึกโบราณสีเหลืองมัสตาร์ดและแดงเบอร์กันดี ว่ากันว่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในย่านนี้จะรู้สึกราวกับว่ากำลังหลงทางอยู่ในตรอกซอกซอยเล็ก ๆ ของกรุงลิสบอนในศตวรรษที่ 16


เดินขึ้นบันไดไปไม่กี่ขั้นจะเจอแลนด์มาร์กอาคารสไตล์โคโลเนียลสีเหลืองที่มีต้นการบูรยักษ์อยู่ตรงกลาง อดีตที่นี่เคยเป็นสถานสงเคราะห์หญิงชราและสถานบำบัดผู้ป่วยโรคเรื้อน ปัจจุบันกลายเป็นศูนย์รวมแกลเลอรีงานศิลปะ ร้านขายของดีไซเนอร์ท้องถิ่น โดย 10 Fantasia ตึกสองชั้นที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์บ่มเพาะธุรกิจสร้างสรรค์ ด้านในจัดแสดงนิทรรศการศิลปะ แอนิเมชัน และงานฝีมือหมุนเวียนของศิลปินมาเก๊า เข้าชมได้ฟรี
และยังมีร้านอาหารโปรตุเกสชื่อดังอย่าง Albergue 1601 ตั้งอยู่ด้วย นี่คือ ร้านอาหารโปรตุเกสแบบดั้งเดิมในบรรยากาศโรแมนติกกลางลานต้นไม้โบราณที่มีป้ายมิชลินการันตีความอร่อย เมนูอาหารดั้งเดิมที่รังสรรค์โดย เชฟบริหาร เปโดร อัลเมดา
เริ่มต้นเรียกน้ำย่อยด้วย Sapateira Recheada (สะปาเตรา เรเชอาดา) หรือปูยัดไส้สไตล์โปรตุเกส หนึ่งในเมนูอาหารทะเลคลาสสิกที่โด่งดังและนิยมของโปรตุเกส เชฟจะนำเนื้อปูทะเลไปผสมกับเครื่องปรุง ครีม มัสตาร์ด มายองเนส และเบียร์หรือไวน์ ตกแต่งหน้าด้วยไข่ต้มแยกไข่แดงและไข่ขาว สับละเอียด โรยพาร์สลีย์ มะกอกดำ เสิร์ฟพร้อมกับขนมปังกรอบแผ่นบาง สำหรับใช้ตักหรือทาเพื่อรับประทาน


แล้วค่อยต่อด้วย หมูหันสไตล์โปรตุเกส เมนูไฮไลต์ห้ามพลาด หมูหันย่างจนหนังเป็นสีน้ำตาลทอง สับมาเป็นชิ้น ๆ เสิร์ฟคู่กับส้มฝานสด เพื่อช่วยตัดเลี่ยน และมีน้ำจิ้มพริกไทยดำสูตรเข้มข้นวางเคียง แกล้มด้วย มันฝรั่งแผ่นทอดกรอบ เครื่องเคียงคลาสสิกที่เสิร์ฟมาคู่กับหมูหัน เป็นมันฝรั่งหั่นแว่นบาง ๆ ทอดจนกรอบฟู ทานคู่กับหมูหันและซอสเข้ากันได้ดี ต้มทะเลสไตล์โปรตุเกส น้ำซุปซีฟู้ดรสชาติเข้มข้นขลุกขลิกในถ้วยดินเผา อัดแน่นไปด้วยอาหารทะเลสด ๆ ทั้ง กุ้ง ปลาหมึก หอยแมลงภู่ และหอยตลับ โรยหน้าด้วยผักพาร์สลีย์สับ
ในบริเวณเดียวกันยังมีคาเฟ่เล็ก ๆ Single Origin ร้านกาแฟสเปเชียลตี้ยุคบุกเบิกที่ซ่อนตัวอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของย่าน เหมาะสำหรับคอกาแฟที่ต้องการนั่งจิบเครื่องดื่มรสชาติละมุนในบรรยากาศสงบ แนะนำให้จองมาลิ้มลองอาหารโปรตุเกสต้นตำรับก่อน แล้วตบท้ายด้วยการจิบกาแฟเบา ๆ จากนั้นจึงค่อยออกเดินชมอาคารบ้านเรือนในละแวกใกล้เคียง ณ ย่านที่สามารถหลบซ่อนจากความวุ่นวายของซากประตูโบสถ์เซนต์ปอล ที่ห่างกันเพียง 8-10 นาที ด้วยการเดินเท้า


ในย่านนี้ยังมีหนึ่ง 3 โบสถ์เก่าแก่ที่สุดของมาเก๊า “โบสถ์เซนต์ลาซารัส” ตั้งอยู่ด้วย สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1557-1560 เคยเป็นอาสนวิหารและศูนย์กลางของชุมชนชาวจีนคาทอลิก ตัวอาคารปัจจุบันได้รับการปรับปรุงใหม่ในปี ค.ศ. 1885 โดดเด่นด้วยส่วนหน้าสไตล์นีโอคลาสสิก ด้านหน้ามีลานกว้างที่ประดิษฐานไม้กางเขนแห่งความหวังความหวังจากโบสถ์เก่า ซึ่งในอดีตบริเวณนี้เคยเป็นพื้นที่กักกันและดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อน โดยมีอาศรมของพระแม่แห่งความหวัง ที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1570
\จุดถ่ายรูปห้ามพลาดคือ Calçada da Igreja de S. Lázaro ถนนทางลาดชันหน้าโบสถ์เซนต์ลาซารัส ที่ปูด้วยกระเบื้องโมเสกสไตล์โปรตุเกส Tap Seac Square จัตุรัสขนาดใหญ่ที่อยู่ถัดออกไปเล็กน้อย ล้อมรอบด้วยตึกโอ่อ่าสไตล์นีโอคลาสสิก และเป็นที่ตั้งของ Tap Seac Gallery ซึ่งมักจัดนิทรรศการภาพถ่ายระดับโลกเปิดให้เข้าชมฟรี แนะนำให้มาเดินชมในวันธรรมดาเพราะคนจะไม่พลุกพล่านนัก โดยแกลเลอรีศิลปะส่วนใหญ่จะเปิดให้เข้าชมระหว่าง 11.00-18.00 น. และมักปิดทำการในวันจันทร์ ติดตามเพิ่มเติม www.facebook.com/th.macaotourism



