การที่ประเทศไทยได้เป็น“เจ้าภาพ” รอบนี้จึงไม่เพียงตอกย้ำศักยภาพเวทีสากล แต่ยังเป็นก้าวสำคัญของการ“ปักหมุด”สร้างเครือข่ายความมั่นคงและปลอดภัยในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ท่ามกลางกระแสคุกคามโดยเฉพาะปัญหา“สแกมเซ็นเตอร์”และการฉ้อโกงออนไลน์   

ปัจจุบันประเทศไทยมีความร่วมมือระดับนานาชาติกับหลายประเทศ ทั้งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา ควบคู่การร่วมมือกับเอกชนและเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Meta วิเคราะห์ข้อมูลและตรวจสอบหลักฐานแบบเรียลไทม์ (Real-time) นำไปสู่การกวาดล้างเครือข่ายกลายเป็นที่ยอมรับ

“ทีมข่าวอาชญากรรม” สำรวจภาพสะท้อนภัยอาชญากรรมข้ามชาติจากเวทีดังกล่าวกับ พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. ในฐานะหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์การจัดประชุมฯ ชี้รูปแบบภัยอาชญากรรมมีการเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะเป็น“องค์กรไร้พรมแดน” และขยายตัวจนกลายเป็น“ระดับอุตสาหกรรม”  ยกตัวอย่างกระทบกับประชาชนโดยตรงอย่าง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” หรือศูนย์หลอกลวงข้ามชาติ ที่มีโครงสร้างการบริหารงานไม่ต่างจากบริษัทขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ยังมีภัยไซเบอร์ระดับสูงอย่าง มัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) ที่มุ่งเป้าโจมตีระบบสำคัญของประเทศ รวมถึงการนำเทคโนโลยีระดับสูงอย่าง AI มาใช้ทำ Deepfake ปลอมหน้าปลอมเสียงหลอกโอนเงิน ตลอดจนภัยรูปแบบใหม่อย่างการใช้“โดรน”สอดแนม และลักลอบขนสิ่งของผิดกฎหมาย ทั้งหมดนี้คือ“โจทย์หิน”ที่เจ้าหน้าที่ต้องเผชิญ

พล.ต.ท.อาชยน กล่าวถึง ปัญหาร่วมที่ทุกประเทศรวมถึง FBI ให้ความสำคัญและหยิบยกมาหารือกันมากที่สุดคือ “แก๊งคอลเซ็นเตอร์”ที่เป็น“วิกฤติซ้อนวิกฤติ” ด้านหนึ่งคือ“การปล้น”ทรัพย์สินทางเศรษฐกิจของประชาชน แต่อีกด้านคือปัญหาด้านมนุษยธรรมที่มีการหลอกลวงคนไปกักขังและบังคับใช้แรงงาน

ปัจจุบันอาชญากรใช้เวลาล่อลวงผู้เสียหายนานขึ้น เช่น ขบวนการหลอกให้รักแล้วชวนลงทุน(Romance Scam) ที่ใช้เวลาคุยนานถึง 3-6 เดือนเพื่อให้เหยื่อตายใจ ก่อนจะล่อลวงให้ลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งเป็นกระบวนการที่แยบยลและสร้างความเสียหายรุนแรงมาก

“สถานการณ์ของไทยถือว่าอยู่ในจุดที่วิกฤติและเป็นพื้นที่ด่านหน้าของภูมิภาคอย่างแท้จริง เนื่องจากไทยและประเทศเพื่อนบ้านถูกใช้เป็นฐานยุทธศาสตร์ของเครือข่ายเหล่านี้ สถิติตัวเลขในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา มีคดีเกิดขึ้นสูงกว่า 1.3 ล้านคดี สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเกือบแสนล้านบาท แต่สิ่งที่น่ากังวลและเจ็บปวดที่สุดคือผลกระทบที่ตามมา มีคนไทยมากกว่า 600 ราย ที่ต้องสูญเสียทรัพย์สินที่สะสมมาทั้งชีวิตจนหาทางออกไม่ได้และเลือกที่จะจบชีวิตตัวเองลง”

พร้อมย้ำ  สิ่งนี้สะท้อนชัดเจนว่าไม่ใช่แค่คดีฉ้อโกงทั่วไป แต่ภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

พล.ต.ท.อาชยน ยังสะท้อนเพิ่มเติมถึง เหรียญสองด้านของ AI ว่าเทคโนโลยีดังกล่าวกลายเป็นตัวเร่งให้คนร้ายทำงานง่ายและแนบเนียนขึ้นมาก โดยเฉพาะการใช้ Deepfake ปลอมหน้าปลอมเสียงเป็นคนรู้จักหรือเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อหลอกโอนเงิน นัยสำคัญที่อยากเตือนประชาชนคือ “ต่อจากนี้ สิ่งที่เห็นด้วยตาหรือได้ยินด้วยหู อาจเชื่อไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์” ต้องเช็กให้ชัวร์ก่อนโอนเสมอ แต่อีกด้านหนึ่ง ตำรวจเองก็ใช้อาวุธนี้สู้กลับ โดยนำ AI มาช่วยวิเคราะห์เส้นทางการเงินและแกะรอยข้อมูลมหาศาลเพื่อตามจับคนร้ายให้ทันเกม

ทั้งนี้ เผย 3 ยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อพลิกเกมกลับมาเป็นผู้ชนะ ประกอบด้วย 1.พุ่งเป้าทลายระดับสั่งการและท่อน้ำเลี้ยง  โดยไม่หยุดแค่จับกุมบัญชีม้าหรือพนักงานระดับล่าง แต่จะขยายผลไปให้ถึงตัวการใหญ่ที่ควบคุมเครือข่าย 2.ยกระดับการทำงานร่วมกับสากล ผ่านการแท็กทีมกับ FBI ตำรวจสากล และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอย่าง Meta เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและยับยั้งสกัดกั้นการหลอกลวงแบบเรียลไทม์

3.แยกเหยื่อออกจากคนร้าย โดยการบุกทลายแต่ละครั้ง จะมีขั้นตอนมาตรฐานในการคัดกรองเพื่อแยก“เหยื่อค้ามนุษย์”ออกจาก“ผู้กระทำผิด”อย่างชัดเจน เพื่อช่วยเหลือเหยื่อตามหลักสิทธิมนุษยชน

สำหรับทิศทางของภัยคุกคามในอนาคต อาชญากรจะเริ่ม“กระจายตัว” เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับ จากเดิมที่เคยตั้งเป็นศูนย์ปฏิบัติการในตึกขนาดใหญ่ จะแยกตัวไปเช่า“อาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก” หรือแทรกซึมเข้าสู่แหล่งชุมชนทั่วไป ซึ่งจะทำให้การสืบสวนและเข้ากวาดล้างทำได้ยากขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการนำระบบอัตโนมัติที่ซับซ้อนเข้ามาใช้ พร้อมอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายระหว่างประเทศในการโยกย้ายเงินดิจิทัลอย่างรวดเร็ว หน่วยบังคับใช้กฎหมายทั่วโลกจึงจำเป็นต้องประสานความร่วมมือและแชร์ข้อมูลกันให้เร็วกว่าเดิม

การสู้กับโจรไฮเทคไม่สามารถทำได้ลำพัง หัวใจสำคัญคือ “ความไว้ใจและความร่วมมือข้ามพรมแดน”ระหว่างตำรวจแต่ละประเทศที่ต้องต่อสายตรงถึงกันได้ทันที และในยามวิกฤตผู้นำต้องกล้าตัดสินใจเพื่อระงับเหตุให้เร็ว แต่สิ่งสำคัญสุดคือ เกราะป้องกันจากสติและความตระหนักรู้ของประชาชน

จากนี้มีความท้าทายสำคัญคือ ข้อจำกัดความต่างทางกฎหมายของแต่ละประเทศ ที่ทำให้การแชร์ข้อมูลและรวบรวมหลักฐานข้ามพรมแดนล่าช้า ประกอบกับมีข้อมูลดิจิทัลมหาศาลที่ต้องวิเคราะห์ เพื่อลากตัวการใหญ่มาลงโทษ แต่ด้วยบทเรียนที่ผ่านมาชัดเจนว่า กุญแจสำคัญที่จะไขปัญหาคือ การบังคับใช้กฎหมายต้องมุ่ง“ลดช่องว่างและทลายกำแพงการประสานงาน”ทั้งในและต่างประเทศ และดึงเอกชนร่วมมือ.

ทีมข่าวอาชญากรรม  รายงาน