ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ปี 2569 จะเห็นผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ชูนโยบายที่หลากหลายทั้งคุณภาพชีวิต การเดินทางที่สะดวกสบาย เศรษฐกิจ แก้ปัญหามลพิษ การดูแลผู้สูงอายุ แต่อีกกลุ่มที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงและเป็นกลุ่มคนช่วยขับเคลื่อนเมืองด้วยเช่นเดียวกัน อาจจะ ยังไม่เห็นนโยบายชัดเจน สำหรับการดูแล “กลุ่มหลากหลายทางเพศ” หรือ “กลุ่ม LGBTQ+”
อีกทั้ง กทม.ในฐานะหน่วยงานภาครัฐ ร่วมประกาศเจตนารมณ์ “ประเทศไทยเสนอชื่อเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030” เพื่อร่วมมือกับภาคีเครือข่ายยกระดับกรุงเทพฯ สู่จุดหมายแห่งความหลากหลายปลายทางระดับโลกอีกด้วย

“ทีมข่าวชุมชนเมือง-เดลินิวส์” พูดคุยกับ คุณวาดดาว–อรรณว์ ชุมาพร นักกิจกรรมเพื่อสิทธิบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ
ถึงนโยบายด้านการดูแลกลุ่ม LGBTQ+ ของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. กับ 2 แคนดิเดตคือ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระ หมายเลข 9 และ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิต พรรคประชาชน หมายเลข 10 ว่ามีความครอบคลุมแล้วหรือไม่อย่างไร รวมถึงสิ่งที่อยากให้ผู้ว่าฯ กทม.ดำเนินการทันทีหากได้รับตำแหน่งแล้ว

คุณวาดดาว กล่าวว่า สิ่งที่อยากเห็นจะเป็นเรื่องที่กฎหมายท้องถิ่นช่วยดูแลเริ่มต้น และคุ้มครองได้ ยกตัวอย่างในพื้นที่โรงพยาบาลของ กทม. พื้นที่ของสถานศึกษา โรงแรมต่างๆ สำหรับคนที่เป็นประชากรคนข้ามเพศ ก็อยากจะให้มีการ จัดห้องน้ำเฉพาะสำหรับกลุ่มคนข้ามเพศ เช่น All Gender Restroom หรือมีการเข้าพักที่เกี่ยวกับ All Gender ได้ ซึ่งขณะนี้ยังไม่เห็นมากนักจึงควรที่จะต้องทำให้ถูกมองเห็น
ทั้งนี้ หลายคนอาจจะมองว่าห้องน้ำเป็นโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก ที่สร้างมาแล้วการแก้ไขยากต้องใช้งบประมาณ จึงมีแนวคิดที่ขอเสนอว่า ควรจะมีการออกข้อกำหนดให้อาคารที่สร้างใหม่หลังจากนี้ต้องทำ All Gender Restroom ที่อยู่ในอาคารแห่งนี้ และก็ให้สิทธิประโยชน์แก่อาคารไหนที่สามารถทำ All Gender Restroom ได้ เช่น อาจจะได้เงื่อนไขในการลดหย่อนภาษี หรือมีรางวัลให้กับอาคารเหล่านั้น เชื่อว่าการขับเคลื่อนแนวนี้มันสามารถทำได้ ซึ่งต้องลุ้นดูว่าสามารถทำได้หรือไม่

“จะเห็นว่าได้มีการอนุญาตให้พนักงานแต่งตัวหรือแต่งกายได้ตามเพศสภาพ แต่ในเรื่องของการ official ก็ไม่ได้มีข้อบัญญัติที่กำหนดไว้ขนาดนั้น อาจไม่จำเป็นต้องใช้ “คำนำหน้านาม” หรือเปลี่ยนเป็น “คุณ” ก็ได้ในเอกสารที่ยังไม่เป็นทางการในเรื่องของการประสานงาน ทั้งนี้จะต้องยอมรับว่านโยบายของอาจารย์ชัชชาติที่มีอยู่ คือทำงานมาล่วงหน้าเลยเห็นผลงาน ส่วนแคนดิเดตของทางพรรคประชาชน ก็ยังไม่เห็นการตอบรับเรื่องของการทำเรื่องนโยบายที่เฉพาะหรือชัดเจน การทำงานที่ปลอดภัยหรือการ Commit เรื่องการเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030 ก็ยังไม่เห็น ก็ยังรออยู่ว่าเมื่อไหร่จะสื่อสารเรื่องนี้ออกมา”
คุณวาดดาว กล่าวต่อไปว่า ยังมีเรื่องที่ท้าทายอีกเรื่องหนึ่งที่เพื่อนๆ หลายคนพูดถึงก็คือเรื่องของการยุติการตั้งครรภ์(ทำแท้ง) ซึ่งตามกฎหมายไทยสามารถทำได้อย่างถูกกฎหมาย หากอายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ หญิงสามารถขอให้แพทย์ยุติการตั้งครรภ์ได้ ทั้งนี้ในกรุงเทพมหานครพบว่ามีคนที่ทำแท้งต่อปีประมาณ 1 หมื่นคน แต่ในส่วนของระบบสาธารณสุขของ กทม.มีอยู่แค่หลักสิบคนนั่นเป็นเพราะว่า กทม.ไม่ได้ทำงานเชิงรุก เพื่อที่จะทำให้คนที่อยู่ภายใน กทม.ได้รับการดูแลเรื่องทำแท้งอย่างปลอดภัย
“เราไม่ได้สนับสนุนให้ทำแท้ง แต่ถ้าเกิดว่ามีความต้องการของการทำแท้ง รัฐเองจะต้องดูแล ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องหัวใจสำคัญที่จะทำอย่างไรได้บ้าง ขยับความเข้าใจผู้คน แล้วก็ในฐานะเมืองก็ต้องคุ้มครองเรื่องเหล่านี้ให้ได้ น่าจะเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องท้าทายว่า ทั้งสองแคนดิเดตว่าจะมีนโยบายในเรื่องนี้อย่างไรในอนาคต”

คุณวาดดาว ยังกล่าวถึง นโยบายสำคัญที่ถือว่าเป็นความท้าทายในการดำเนินการของผู้ว่าฯ กทม.ในอนาคต ว่าจะมีมาตรการในการดูแลเรื่องเหล่านี้อย่างไร นั่นคือ 1.ความปลอดภัยในที่สาธารณะ และ 2.เรื่องของการยุติความรุนแรงและการคุกคามทางเพศ ซึ่งในระดับเมืองสามารถทำได้ เช่น มีปุ่มกดฉุกเฉิน หรือการโทรฉุกเฉิน ในพื้นที่สาธารณะไม่ว่าจะเป็นรถโดยสารสาธารณะ พื้นที่สถานที่เปลี่ยว เป็นต้น
“ในเมื่อเรื่องของการคุกคามและการล่วงละเมิดทางเพศมันเกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งก็ต้องถือเป็นหัวใจใหญ่ที่จะต้องท้าทาย เรายังไม่เห็นการสร้างเมืองที่ปลอดภัย เราจึงต้องดูว่านโยบายในการดำเนินการเชิงปฏิบัติการนั้น สามารถทำได้จริงและลงลึกขนาดไหน เรามีแพลตฟอร์ม ทราฟฟี่ ฟองดูว์ ทำไมเราถึงไม่มีหัวข้อ “ยุติความรุนแรงทางเพศ หรือการยุติความรุนแรงในมิติอื่นๆ” เพื่อจะได้ใช้นวัตกรรมช่วยทำให้กลายเป็นเมืองที่มีชีวิต มีหัวใจและมีการเห็นรูปแบบความเท่าเทียมและเป็นธรรม และยุติการคุกคามโดยเฉพาะเรื่องของ Gender ไปด้วย ก็น่าจะเป็นนโยบายเมืองที่เรามองเห็นเป็นกลไกที่ทำได้
รวมถึงควรที่จะมีเรื่องของแบบเรียนหลักสูตรการสอนเรื่อง โซจี้ (SOGIESC) หรือการอธิบายให้มีความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศ สอนเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาและอุดมศึกษาอย่างชัดเจน โดยปกติในหลายๆ ประเทศ ก็จะมีในรูปแบบการเรียนของหลักสูตร หรือคู่มือที่แตกต่างขึ้นอยู่กับเมือง ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ทันที อาจจะเป็นตัวอย่างหรือแบบที่ดี เพราะถ้ารอของส่วนกลางอาจจะล่าช้า”

คุณวาดดาว ยังกล่าวถึงอีกหนึ่งนโยบายที่มองว่าเป็นความท้าทายของประเทศไทย คือ เรื่องพื้นที่สาธารณะ ปัจจุบันพื้นที่สาธารณะมีเฉพาะสำหรับเด็กผู้ชาย และผู้ชายเท่านั้น ที่สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ เช่น เล่นฟุตบอล เล่นฟิตเนส ได้ แล้วความต้องการของเพศอื่นๆ ที่ต้องการพื้นที่สันทนาการในพื้นที่สาธารณะ กทม. เคยทำเรื่องของ สำรวจ ตรวจสอบ ระดมความเห็นได้หรือไม่ว่าควรจะไปในทิศทางไหน ในเมื่อทำเมืองสร้างสรรค์ได้ เมืองสร้างสรรค์นั้นไม่ควรจะต้องถูกเหมารวมว่าทุกเพศเข้าได้ แต่ว่ามันมีรูปแบบของความเหลื่อมล้ำทางเพศอยู่ เมืองสร้างสรรค์นั้นมันถูกมองเห็นในเรื่องเหล่านี้หรือไม่

“ทุกพื้นที่ที่มีอยู่จะต้องคิดใหม่ ตรงนี้เรียกว่าความเหลื่อมล้ำทางสังคม ความเหลื่อมล้ำทางเพศก็คือความเหลื่อมล้ำของสังคม โดยพื้นที่ที่เหลื่อมล้ำอยู่ต้องคิดให้เยอะว่า มันต้องกระจายอย่างไรให้ไม่เหลื่อมล้ำ พอมันไม่กระจาย สุดท้ายได้แค่ความคิดสร้างสรรค์ ทั้งนี้ในหลายๆ เมืองที่จะมี World Pride ก็จะมีพิพิธภัณฑ์ (Museum) ที่เป็น Learning Center and Museum ของเมือง เรามีพิพิธภัณฑ์เด็กหรือพิพิธภัณฑ์อื่นๆ อีกมากมาย ศูนย์การเรียนรู้เรื่องนี่ ก็ควรถูกพัฒนาหรือสร้างโดยที่เมืองสามารถสร้างได้โดยตรง”
สุดท้ายเรื่องของประมาณ เสนอว่าภาครัฐควรมีการจัดสรรงบประมาณให้กับผู้ที่จัดกิจกรรมงาน Pride ที่มีอยู่ทั่วกรุง เพราะที่ผ่านมาในการดำเนินการนั้นเป็นได้รับความร่วมมือ ทั้งนี้ ในเมืองใหญ่ๆ อย่างเช่น ปารีส ทุกครั้งที่จัดงาน Pride ก็จะได้รับการสนับสนุนจากเมืองโดยตรง ดังนั้นถ้ารัฐมองเห็นถึงประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในช่วง Pride Festival ควรจะเริ่มมีการบริหารงบประมาณเพื่อให้ผู้จัดกิจกรรมรายต่างๆ สามารถจัดงาน หรือมีรูปแบบกิจกรรมในพื้นที่เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยว

คุณวาดดาว กล่าวถึงผู้ว่าฯ กทม.ในอนาคตว่าหากเข้ามาบริหารแล้วอันดับแรกที่อยากให้ดำเนินการ คือ การจัดทำพื้นที่สาธารณะสำหรับทุกเพศเพราะว่าเป็นการตระหนักโดยรวมทั้งหมดว่า รัฐมองเห็นความเหลื่อมล้ำร่วมกัน ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็สามารถขยับไปได้เพราะประชาชนได้ทำเรื่องใหญ่ๆ ไปหมดแล้ว ก็ยังไม่มีเรื่องอะไรที่เป็นเรื่องร้อน
“มองว่า พื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่กลางสำหรับทุกเพศ ซึ่งก็รวมไปถึงพื้นที่ในสถานพยาบาล ห้องพักฟื้นผู้ป่วยในโรงพยาบาล ไม่ใช่ร่างกายเป็นสาวสองแต่ยังต้องพักฟื้นในวอร์ดชาย ซึ่งเรื่องแบบนี้เป็นเชิงนโยบายไม่ต้องแก้กฎหมายก็ทำได้ ในการทำให้มีพื้นที่สำหรับผู้ป่วย ที่สามารถรู้สึกปลอดภัย ควรทำให้พื้นที่มัน Comfortable สำหรับคนที่มีความแตกต่างเรื่องเพศ ไม่ได้คิดว่าจะต้องล็อกแบบตายตัวแต่มันต้องล็อกตามความต้องการ”.
ทีมข่าวชุมชนเมือง รายงาน



