เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ปาล์ม-ฐณส หงสนันทน์ บุตรชายของ คุณวิสาขา หงสนันทน์ และเป็นพระญาติในสายของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ซึ่งทำให้เขาเติบโต และมีความใกล้ชิดกับองค์ภามาตั้งแต่วัยเยาว์ โดยได้ระบุผ่านอินสตาแกรมถึงความทรงจำว่า “เรื่องในสายตาของเด็กน้อยกับนายน้อย กาลครั้งหนึ่งที่ไม่นานมานี้” เมื่อตอนวัยเด็ก ตอนอายุ 7 ขวบ เท่าที่จำความได้ เด็กน้อยได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่ง ก่อนลงจากรถ แม่ได้กำชับกฎเกณฑ์เป็นข้อ ๆ ไม่เหมือนไปพบคนอื่น ๆ ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าทำไมต้องทำ 1/2/3/4/5 เต็มไปหมด พอถึงโรงแรมเอราวัณ ชั้นใต้ดิน ตรง Coffee Shop สิ่งแรกที่เห็นคือพี่ตำรวจ พี่ทหารเต็มไปหมด เรากลัวโดนจับ เลยเดินหลบอยู่หลังแม่
หลังจากผ่านตรงนั้นมาได้ ก็มาเจอกับผู้หญิงคนนั้น ซึ่งตอนนั้นเรารู้เลยว่าคนนี้คือ Big Boss แต่เราก็ทำตามที่แม่สั่งก่อน ทั้งการกราบ การโค้งคำนับ และไปนั่งเรียบร้อยตามภาษาของเด็กน้อย ก่อนกลับ แม่ขอให้ถ่ายรูปกับ Big Boss ตอนนั้นเราเขิน ไม่ยอมถ่าย แต่สุดท้ายก็ได้ถ่ายรูปกับ ทำตัวแข่ง แต่ Big Boss แข็งแรง จับเราไว้ได้ หลังจบ Match แรก เราพ่ายแพ้









จากนั้นก็กลับบ้าน และถามแม่ว่าเราจะได้เจอคนนั้นอีกไหมครับ แม่บอกว่าให้ทำตัวดี ๆ แล้วจะพาไปอีก และบอกว่าให้เรียกท่านว่า “พระองค์ภา” หลังจากที่เราโตขึ้นมา ในสายตาของเด็กน้อย ทำให้เราเห็นว่า Big Boss เป็นคนเมตตา ติดดิน รักสัตว์ และชอบกีฬามาก ๆ เป็นสายลุย ทำให้เราเห็นแล้วอยากทำตามในแบบของเรา และท่านคือ Role Model ที่ดีที่เราสามารถยึดถือเป็นแบบอย่างได้
ตอนเด็ก ๆ ท่านจะพาไปเที่ยว ดูหนัง กินส้มตำปูปลาร้า (ใส่พริก 10-20 เม็ด) ท่านยังทรงเมตตาไปส่งเด็กน้อยที่สนามบินดอนเมือง ตอนนั้นต้องไปอยู่ต่างประเทศเพื่อฝึกภาษาอังกฤษครั้งแรกที่ออสเตรเลีย หลังจากที่เราต้องไปอยู่โรงเรียนประจำที่อังกฤษ ปิดเทอมทีถึงจะได้เจอท่าน ได้ไปทานข้าวด้วยกันอยู่เสมอ ไป Polo ว่ายน้ำ 20 รอบ เห็นท่านอึด เราก็อยากอึดตามให้ได้ และหลังจากนั้นก็ต้องไปร้านส้มตำเจ๊กีต่อ ท่านทรงสนับสนุนให้เราสองพี่น้องไปเรียนดำน้ำ ขี่ม้าที่กองทหารม้า เล่นทุกกีฬา เราทำตามท่านทุกอย่าง หลังจากที่ท่านทรงสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาเอกที่ Cornell เราก็ห่างกับท่านตั้ง 9 ปี ก็อยากเรียนแบบท่าน แต่ฝันไปไม่ถึง เสียดายที่เราไม่ฉลาดพอ ดับฝัน จบข่าว…





แต่ก็ไม่เป็นไร หลังจากที่เราเรียนจบและกลับมาไทย ท่านยังทรงเมตตาพาเราไปบาร์เป็นครั้งแรก เพราะอายุถึงแล้ว ท่านทรงถามว่าสนุกไหม เราทูลตอบกลับไปว่า “มันพ่ะย่ะค่ะ” พระองค์ยังทรงเมตตาให้เราชวนเพื่อน ๆ มาให้รู้จักกับท่านอีก คงเห็นเรากลัวเบื่อ ซึ่งจริง ๆ ไม่จำเป็นเลย แต่ท่านทรงกันเอง และยังทรงเมตตาเพื่อน ๆ ของเราทุกคนทรงชวนพูดคุยและสร้างเสียงหัวเราะอยู่ตลอดเวลา เป็นช่วงวัยรุ่นที่สนุกสุด ๆ ช่วงที่ท่านต้องทรงงานอย่างหนัก และทรงประจำอยู่ที่ Vienna ก็ไม่ค่อยได้เจอกันอยู่พักใหญ่
“ทุก ๆ ปี ท่านทรงเมตตาให้มีงานเลี้ยงเล็ก ๆ เนื่องในวันประสูติ ปีนั้นเป็นปีที่เราเรียนจบปริญญาโท ท่านกรุณาให้ฉายพระรูปร่วมกับพระองค์เป็นการส่วนพระองค์ กระหม่อมซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น จากนั้นเรานัดกันว่า หลังจากท่านทรงงานที่ต่างประเทศแล้ว จะหาโอกาสเจอกันก่อนปีใหม่ แต่ไม่เคยคิดเลยว่า พระรูปนั้นจะกลายเป็นความทรงจำสุดท้ายที่กระหม่อมและพระองค์ได้มีร่วมกัน…”..
ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก tanospalm



