สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ว่า จนถึงตอนนี้ นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล เกี่ยวกับการที่สหรัฐและอิหร่านประกาศบรรลุ “ความเข้าใจร่วมกันในเบื้องต้น” โดยจะมีการลงนามร่วมกันที่เมืองเจนีวาของสวิตเซอร์แลนด์ ในวันศุกร์ที่ 19 มิ.ย. นี้


อย่างไรก็ตาม รายงานจากสื่อหลายแห่งทั้งในสหรัฐและอิสราเอลรายงานว่า กำลังเกิด “กระแสความไม่พอใจและคัดค้านเป็นวงกว้าง” ต่อทิศทางการทูตครั้งใหม่ของรัฐบาลวอชิงตัน


ทั้งนี้ อิสราเอลมองว่า ข้อตกลงที่สหรัฐยอมประนีประนอมให้กับอิหร่าน ในการยุติการปิดล้อมทางทะเล และแนวโน้มการปลดล็อกเงินทุนของรัฐบาลเตหะรานที่รัฐบาลวอชิงตันอายัดไว้นั้น ไม่สามารถยับยั้งความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านได้อย่างแท้จริง แต่เป็นเพียงการประวิงเวลา และเป็นการเปิดโอกาสให้อิหร่านได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพื่อนำไปฟื้นฟูกองทัพและสนับสนุนกลุ่มนักรบในภูมิภาค เช่น กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน


แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า ข้อตกลงนี้ช่วยให้อิสราเอลรอดพ้นจากการถูกทำลายล้างด้วยอาวุธนิวเคลียร์ แต่อิสราเอลกลับมองว่า การที่สหรัฐขู่จะคิดค่าคุ้มครอง 20% หรือวางตัวเป็นผู้พิทักษ์ตะวันออกกลาง เป็นการลิดรอนเอกราชทางการทหารของอิสราเอล และแสดงให้เห็นว่า อเมริกาพยายามจะถอยห่างจากภาระผูกพันด้านความมั่นคงแบบเดิมที่เคยมีต่อพันธมิตรหลักอย่างอิสราเอล


กระแสความไม่พอใจนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกลุ่มนักการเมืองฝ่ายขวา แต่ยังรวมถึงนักวิเคราะห์และชาวอิสราเอลจำนวนไม่น้อย ที่รู้สึกว่าถูกหักหลังทางการทูต ส่งผลให้อิสราเอลยังคงส่งสัญญาณอย่างต่อเนื่องว่า “พร้อมจะใช้มาตรการทางทหารเพียงลำพัง” เพื่อโจมตีที่ตั้งนิวเคลียร์ของอิหร่าน หากพบว่า ข้อตกลงของสหรัฐปล่อยให้อิหร่านก้าวข้าม “เส้นตาย” ในการพัฒนาอาวุธร้ายแรง ซึ่งเป็นเหตุผลที่อิสราเอลยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารในเลบานอน แม้จะขัดต่อความต้องการของรัฐบาลวอชิงตันก็ตาม.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS