ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเนื่องจากมหาวิทยาลัยมหาสารคามมีนิสิตเข้ามศึกษาเกือบ5หมื่นคน ทุกปีๆ ในช่วงเปิดเทอม ได้ใช้รถจักรยานยนต์ในการสัญจร ซึ่งทำให้ถนนหาวิทยาลัยบางจุดได้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง โดยเฉพาะถนนนมหาวิทยาลัย จากการสำรวจเฉลี่ยรถวิ่ง 1617คัน ต่อชั่วโมง

ดังนั้น คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน เปิดตัวนวัตกรรม “ระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรระยะไกล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจราจรและความปลอดภัย สู่การเป็น Smart City ผลงานการประดิษฐ์ภายใต้หน่วยวิจัยการจราจรอัจฉริยะและความปลอดภัยทางถนน ที่ได้รับการยื่นขอจดอนุสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อย (เลขที่คำขอ 2603000728) มุ่งแก้ปัญหาการจราจรและลดอุบัติเหตุ นำร่องติดตั้งใช้งานจริงแล้วบริเวณสี่แยกคณะเทคโนโลยี หรือ สี่แยกวัดป่ากู่แก้ว (ฉายาสี่แยกอินเดีย) จุดเสี่ยงสำคัญในเขตพื้นที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (เขตพื้นที่ขามเรียง) ที่ฉายาสะท้อนถึงความวุ่นวายและความไม่เป็นระเบียบของการจราจร ณ ทางแยกแห่งนี้เนื่องจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีนิสิตที่เข้ามาเรียนประมาณ 50,000 คนทำให้มีผุ้ใช้รถจักยายนต์ เป็นส่วนมาก ทำให้การจราจรหนาแน่นและเกิดอุบัติเหตุ
             

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์พันธ์ แทนเกษม อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคามกล่าวว่า  มหาวิทยาลัยได้เลือก “จุดแยกอินเดีย” เป็นพื้นที่นำร่องในการติดตั้งและทดสอบระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ เนื่องจากเดิมมหาวิทยาลัยมีโครงการติดตั้งสัญญาณไฟจราจรแบบปกติบริเวณดังกล่าว ทีมวิจัยจึงได้นำงบประมาณวิจัยเข้ามาเสริมศักยภาพระบบให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น แม้ในความเป็นจริงจะสามารถเลือกพื้นที่ใดเป็นจุดทดลองก็ได้ แต่บริเวณแยกอินเดียถือเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาเฉพาะด้านการจราจรอย่างชัดเจน จึงเป็นโอกาสสำคัญในการทดสอบระบบบนสถานการณ์จริงและสภาพแวดล้อมจริง

จากการทดลองใช้งาน พบว่าระบบสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ในสภาวะฝนตกหรือพายุเข้า โดยข้อมูลสถิติปี 2568 ระบุว่า บริเวณแยกดังกล่าวเกิดอุบัติเหตุถึง 18 ครั้งต่อปี ซึ่งถือว่าสูงมาก เนื่องจากเกณฑ์การประเมินจุดเสี่ยงด้านอุบัติเหตุ หากมีอุบัติเหตุเกิน 3 ครั้งต่อปี จะถูกจัดเป็นจุดเสี่ยงด้านการจราจร ดังนั้นตัวเลข 18 ครั้งจึงสะท้อนถึงความเสี่ยงที่สูงกว่ามาตรฐานหลายเท่า ส่งผลให้มหาวิทยาลัยเห็นความสำคัญและเร่งดำเนินการติดตั้งสัญญาณไฟจราจร พร้อมทั้งพัฒนาระบบอัจฉริยะเข้ามาเสริมประสิทธิภาพเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวได้รับการจดอนุสิทธิบัตรในนามของมหาวิทยาลัย และมีเป้าหมายในการต่อยอดสู่การใช้งานจริงในพื้นที่อื่น ๆ โดยต้องการยืนยันให้เห็นว่านวัตกรรมนี้สามารถใช้งานได้จริง มีความพร้อมในการขยายผล และสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่มหาวิทยาลัย หน่วยงาน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่สนใจนำไปประยุกต์ใช้ภายในพื้นที่ของตนเอง

ในระยะแรก ระบบสามารถควบคุมสัญญาณไฟจราจรจากระยะไกลผ่านอินเทอร์เน็ต ผู้ควบคุมสามารถปรับเปลี่ยนจังหวะไฟเขียว–ไฟแดงได้จากห้องควบคุม ผ่านระบบกล้อง CCTV และระบบควบคุมออนไลน์ ช่วยลดความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ที่ต้องลงพื้นที่ปฏิบัติงานท่ามกลางสภาพอากาศหรือการจราจรที่อาจเกิดอันตรายได้

ผลการวิจัยระยะสั้นพบว่า ระบบสามารถลดความล่าช้าด้านการจราจรได้สูงสุดถึงร้อยละ 60 และเฉลี่ยประมาณร้อยละ 40 แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่ชัดเจน ขณะเดียวกันต้นทุนในการพัฒนาระบบเพิ่มขึ้นจากระบบปกติเพียงเล็กน้อย จึงถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการยกระดับการบริหารจัดการจราจรและพัฒนาเมืองสู่การเป็น Smart City อย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังมีแผนพัฒนาระบบสู่ “AI Mode” ในระยะที่สอง ซึ่งจะเป็นระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะที่สามารถปรับเปลี่ยนจังหวะสัญญาณได้ด้วยตนเองตามปริมาณจราจรแบบอัตโนมัติ ลดข้อจำกัดของระบบเดิมที่ยังต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ควบคุม โดยได้มีการวางโครงสร้างพื้นฐานรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะใช้งบประมาณเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากพัฒนาได้สำเร็จ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการจราจรได้ดียิ่งขึ้น และสามารถผลักดันสู่การขึ้นบัญชีนวัตกรรม เพื่อขยายผลการใช้งานไปทั่วประเทศในอนาคตต่อไป