ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนระอุในปัจจุบัน โดยเฉพาะในทวีปยุโรปตอนนี้ บางพื้นที่ต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่พุ่งสูงกว่า 100 องศาฟาเรนไฮต์ (ประมาณ 38 องศาเซลเซียส) ซึ่งมาพร้อมรังสียูวีในระดับที่เป็นอันตราย ทำให้การอยู่กลางแดดเป็นเวลานานอาจนำไปสู่ปัญหาผิวไหม้แดดที่มีอาการเจ็บแสบ หรือในรายที่รุนแรงกว่านั้นอาจเกิดภาวะที่เรียกว่า “ภาวะพิษจากแดด” (Sun Poisoning)
ข้อมูลจากสถาบันดูแลสุขภาพฮาร์ตฟอร์ด ระบุว่า อาการผิวไหม้แดดทั่วไปเกิดขึ้นเมื่อรังสียูวีทำลายชั้นผิว ส่งผลให้ผิวมีรอยแดง ระคายเคือง หรือสีผิวเปลี่ยนไป ร่วมกับอาการผิวอุ่นร้อนเมื่อสัมผัส เจ็บปวด บวมเล็กน้อย และมีผิวลอกตามมาในอีกไม่กี่วันต่อมา แม้ว่าอาการเหล่านี้จะสร้างความอึดอัดรำคาญใจ แต่โดยทั่วไปแล้วสามารถดูแลรักษาเองได้ที่บ้าน
แต่ “ภาวะพิษจากแดด” นั้นต่างออกไป กล่าวคือเป็นอาการผิวไหม้แดดอย่างรุนแรงที่มีอาการผิดปกติทางร่างกายด้านอื่น ๆ ร่วมด้วย เกิดจากการเผชิญแสงแดดเป็นเวลานานโดยไม่มีการป้องกันที่เหมาะสม ซึ่งผู้ป่วยอาจมีแผลไหม้ที่เจ็บปวดคล้ายกับอาการแพ้ ผิวเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำหรือคล้ำลงอย่างเห็นได้ชัด และทำให้รู้สึกป่วยด้วยอาการอื่นที่เกิดขึ้นร่วมด้วย เช่น มีไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ มีผื่นขึ้นรุนแรง ปวดแสบปวดร้อนอย่างหนัก มีตุ่มพองที่ริมฝีปาก อ่อนเพลีย และมีภาวะขาดน้ำ
ทางด้านสถาบันสุขภาพมหาวิทยาลัยบราวน์ เผยว่า ภาวะพิษจากแดดในหลายกรณีสามารถบรรเทาอาการได้ด้วยการดูแลตัวเองที่บ้าน เช่น การอาบน้ำหรือประคบผิวด้วยน้ำเย็น การทาเจลว่านหางจระเข้หรือมอยส์เจอไรเซอร์สูตรเข้มข้น การดื่มน้ำในปริมาณมากเพื่อรักษาความชุ่มชื้น ตลอดจนการกินยาแก้อักเสบกลุ่มที่ช่วยบรรเทาอาการ เช่น ไอบูโพรเฟน หรือ พาราเซตามอล
อย่างไรก็ตาม ในบางรายจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างเร่งด่วน โดยหากเริ่มมีอาการตุ่มพองพุพอง ใบหน้าบวม ปวดศีรษะอย่างรุนแรง วิงเวียน หรืออาเจียน ควรรีบไปพบแพทย์ทันที ซึ่งแพทย์อาจทำการรักษาด้วยการให้น้ำเกลือทางสายยางและจ่ายยาเฉพาะทางเพื่อรักษาแผลไหม้และควบคุมอาการ
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผิวไหม้แดดและภาวะพิษจากแดด ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์แนะนำให้เตรียมการป้องกันทุกครั้งก่อนออกกลางแจ้ง โดยควรทาครีมกันแดดแบบครอบคลุมที่สามารถป้องกันได้ทั้งรังสียูวีเอและยูวีบี และมีค่าเอสพีเอฟ 30 ขึ้นไป โดยควรทาผิวก่อนออกแดดอย่างน้อย 15 นาที และทาซ้ำทุก 2 – 4 ชั่วโมง หรือทาซ้ำทันทีหลังว่ายน้ำและมีเหงื่อออก
นอกจากนี้ยังมียาบางประเภทที่อาจส่งผลให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้น เช่น ยารักษาสิวบางชนิด ยาคุมกำเนิด ยาปฏิชีวนะ ยาต้านเศร้า และยารักษาโรคหัวใจ ดังนั้นผู้ที่อยู่ระหว่างการใช้ยาดังกล่าวจึงควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อต้องเผชิญแสงแดด
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
ที่มา : nypost.com
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



