เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการขยายระยะเวลาสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้บริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้แก่สถานศึกษา ซึ่งเป็นมาตรการที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อส่งเสริมการสนับสนุนด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมาตรการดังกล่าวเคยมีผลบังคับใช้ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 768) พ.ศ. 2566 โดยกำหนดให้ผู้บริจาคเงินหรือทรัพย์สินผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) ของกรมสรรพากร สามารถนำยอดบริจาคมาหักลดหย่อนภาษีหรือหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่าของมูลค่าที่บริจาคจริง ซึ่งมาตรการดังกล่าวสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2567
รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ครม.ได้อนุมัติให้ขยายระยะเวลามาตรการดังกล่าวออกไปอีก 3 ปี โดยมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคประชาชนและภาคเอกชนร่วมสนับสนุนการศึกษา ทั้งนี้ ผู้บริจาคยังคงได้รับสิทธิหักลดหย่อนภาษีหรือหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่าของจำนวนเงินหรือมูลค่าทรัพย์สินที่บริจาค แต่เมื่อรวมกับรายการลดหย่อนหรือรายจ่ายอื่นที่กฎหมายกำหนดให้หักได้เป็นพิเศษแล้ว จะต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ สำหรับบุคคลธรรมดา หรือไม่เกินร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือสาธารณประโยชน์ สำหรับนิติบุคคล ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในประมวลรัษฎากร
‘มาตรการดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมให้ผู้มีจิตศรัทธาเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา ลดภาระด้านงบประมาณของภาครัฐ และเป็นประโยชน์ต่อสถานศึกษาและระบบการศึกษาโดยรวมของประเทศในระยะยาว’ นายประเสริฐ กล่าว



