จากผลงานระดับโลก สู่การวิจัยเชิงอุตสาหกรรม สืบเนื่องจากความสำเร็จในการสกัดแคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium Carbonate) บริสุทธิ์จากก้างปลาหมอคางดำ จนได้รับรางวัลนวัตกรรมระดับนานาชาติจากเยอรมนีและจีน ล่าสุดทีมวิจัยได้ต่อยอดศักยภาพของผลึกแคลเซียมดังกล่าวด้วยเทคโนโลยีการควบคุมโครงสร้างระดับโมเลกุล เพื่อยกระดับสู่การเป็น “ตัวนำส่งยา” (Drug Delivery System) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่สามารถนำพาตัวยาเข้าสู่เป้าหมายในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในขณะนี้ทีมวิจัยได้ดำเนินการวิจัยเรื่องนี้ ไปสู่กระบวนการผลิตในระดับโรงงานอุตสาหกรรม โดยพบว่าโครงสร้างผลึกของแคลเซียม สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมยาแผนปัจจุบันได้

เปลี่ยนผ่านสู่ “แหล่งผลิตนวัตกรรมมูลค่าสูง” ผศ.ดร.วัชระ ได้สะท้อนวิสัยทัศน์ที่สำคัญว่า งานวิจัยนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเท่านั้น แต่ยังเป็นการพิสูจน์ศักยภาพของประเทศไทยในเวทีโลก
“สิ่งสำคัญที่อยากสื่อสารคือ เราต้องปรับมุมมองต่อประเทศไทยเสียใหม่ จากเดิมที่หลายฝ่ายอาจมองว่าเราเป็นเพียง ‘ครัวของโลก’ (Kitchen of the World) แต่ด้วยต้นทุนทางความหลากหลายทางชีวภาพและองค์ความรู้ของเรา วันนี้เรากำลังก้าวขึ้นสู่การเป็น ‘แหล่งผลิตนวัตกรรมมูลค่าสูง’ ที่สามารถนำวัตถุดิบและขยะชีวภาพมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม ทั้งในกลุ่มอาหารแห่งอนาคต (Future Food), เครื่องสำอาง และนวัตกรรมทางการแพทย์” ผศ.ดร.วัชระ กล่าว

โมเดลต้นแบบการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาคการศึกษาและภาคเอกชน ที่เข้ามาสนับสนุนการต่อยอดงานวิจัยสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ นอกจากจะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบแล้ว ยังเป็นต้นแบบของการนำเทคโนโลยีมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่ยั่งยืน โดยเป็นการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรและประมงมาสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) อย่างเป็นรูปธรรม

การพัฒนาของทีมวิจัยไทยในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพของประเทศในการก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมอาหาร สุขภาพ และการแพทย์แห่งอนาคตเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มาสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อันจะนำไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ที่น่าสนใจคือ ปลาหมอคางดำซึ่งในอดีตถูกมองว่าเป็นเพียงปัญหาทางระบบนิเวศ กำลังได้รับการพิสูจน์มากขึ้นว่ามีศักยภาพในการสร้างประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย ตั้งแต่การนำมาแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ วัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหาร ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อการบริโภคของมนุษย์ การสกัดโปรตีนและแร่ธาตุที่มีคุณค่า ไปจนถึงการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในกลุ่มอาหารแห่งอนาคต เครื่องสำอาง วัสดุชีวภาพ และนวัตกรรมทางการแพทย์ ดังเช่นงานวิจัยล่าสุดที่สามารถต่อยอดแคลเซียมจากก้างปลาหมอคางดำสู่การเป็นสารตั้งต้นสำหรับระบบนำส่งยา

หากมีการบริหารจัดการและแปรรูปอย่างถูกต้อง ปลาหมอคางดำสามารถเปลี่ยนจากภาระให้กลายเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่มีคุณค่า สร้างรายได้ให้กับชุมชนและภาคอุตสาหกรรม ลดปริมาณของเสีย เพิ่มมูลค่าจากห่วงโซ่การผลิต และช่วยสนับสนุนการควบคุมประชากรปลาชนิดนี้ไปพร้อมกัน นับเป็นแนวทางการจัดการที่สร้างสรรค์และยั่งยืน ซึ่งเปลี่ยนการกำจัดให้กลายเป็นการใช้ประโยชน์อย่างรู้คุณค่า และอาจเป็นอีกหนึ่งต้นแบบสำคัญของประเทศไทยในการเปลี่ยนปัญหาสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นโอกาสทางนวัตกรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต



