เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเมื่อเวลา 07.30 น. เกิดเหตุได้ยินเสียงปืนเล็กยาวจำนวน 3 นัด บริเวณพื้นที่ช่องเหว ด้านทิศตะวันออกของปราสาทตาควาย และทิศตะวันตกของปราสาทคนา ต.แนงมุด อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ โดยจุดที่เกิดเสียงปืนอยู่ห่างจากฐานปฏิบัติการทางทหารฝ่ายไทยไปทางทิศใต้ประมาณ 500 เมตร

จากการชี้แจงของกองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า กำลังพลทุกนายปลอดภัย และหน่วยได้ดำเนินการยิงเตือนจำนวน 5 นัด ตามมาตรการรักษาความปลอดภัยของหน่วย ผลการตรวจสอบไม่พบการตอบโต้จากฝ่ายกัมพูชา ทำให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ หน่วยทหารยังคงติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง เพื่อรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนและสร้างความปลอดภัยให้แก่กำลังพลและประชาชน

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน เนื่องจากเกรงว่าอาจเป็นชนวนให้เกิดการปะทะลุกลามเป็นการสู้รบอีกครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีรายงานว่าฝ่ายกัมพูชามีพฤติกรรมยั่วยุและสร้างสถานการณ์บริเวณแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ในช่วงวันที่ 16-21 กรกฎาคม 2569 นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะรัฐบาลมีกำหนดเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ตามคำเชิญของรัฐบาลจีน ทำให้ชาวบ้านบางส่วนแสดงความกังวลว่า อาจมีการฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์บริเวณชายแดนในช่วงเวลาดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่หมู่บ้านตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อสอบถามความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ โดยหลายคนสะท้อนตรงกันว่า รู้สึกกังวลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และมองว่าการได้ยินเสียงปืนบ่อยครั้งยิ่งทำให้เกิดความหวาดระแวง แม้สถานการณ์ล่าสุดจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้วก็ตาม

คุณยายลาน องอาจ อายุ 66 ปี ชาวบ้านเลขที่ 17/1 บ้านคะนา หมู่ 7 ต.ตาตุม อ.สังขะ จ.สุรินทร์ กล่าวว่า ทุกวันนี้ใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวง โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน “ไม่กลัวเสียงฟ้าร้อง แต่กลัวเสียงปืน” พร้อมระบุว่าได้จัดเตรียมเสื้อผ้าและของใช้จำเป็นไว้แล้ว เพื่อพร้อมอพยพทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

ขณะที่ชาวบ้านบ้านคะนาอีกราย ซึ่งไม่ประสงค์ออกนาม กล่าวว่า ยังคงหวาดผวาและกังวลว่าจะเกิดเหตุซ้ำจนต้องอพยพอีกครั้ง แม้ได้ยินเพียงเสียงฟ้าร้องก็สะดุ้งคิดว่าเป็นเสียงปืนใหญ่ พร้อมยอมรับว่าไม่กล้าเข้าไปหาเห็ดในพื้นที่ป่าชายแดน เนื่องจากเกรงว่าจะพลัดหลงเข้าไปในเขตกัมพูชา อีกทั้งผู้นำชุมชนได้แจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมอพยพอยู่ตลอดเวลา หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงจะสามารถเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ได้ทันที.