เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่โรงแรมอัล มีรอซ เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ สำนักจุฬาราชมนตรี ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานประชุมวิชาการ “การส่งเสริมสุขภาวะมุสลิมในประเทศไทย” และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาสุขภาวะมุสลิมไทยทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ระหว่างสำนักจุฬาราชมนตรี สสส. และสถาบันวะสะฏียะฮ์เพื่อสันติภาพและการพัฒนา ต่อยอดองค์ความรู้ บทเรียน และประสบการณ์การดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพ กว่า 20 ปี เชื่อมโยงภาคีเครือข่ายทางศาสนาและภาคีที่เกี่ยวข้อง สู่การประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมสุขภาวะมุสลิมในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม
นายอรุณ บุญชม จุฬาราชมนตรี กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการหลักการศาสนาอิสลามเข้ากับการสร้างเสริมสุขภาวะ โดยยึดแนวคิด “วะสะฏียะฮ์วิถี” อันเป็นแนวทางแห่งความสมดุล ความพอประมาณ และการดำเนินชีวิตบนทางสายกลาง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนมุสลิมไทยให้เติบโตไปพร้อมกับสังคมอย่างสมดุลและสันติ ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ยังมีเป้าหมายสำคัญ คือการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตมุสลิมทุกช่วงวัยด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมและความเป็นเจ้าของสุขภาวะ โดยมุ่งส่งเสริมให้ชุมชนมุสลิมดูแลและพัฒนาสุขภาวะของตนเอง ครอบคลุมทุกช่วงวัย ตลอดจนกลุ่มเปราะบางในสังคม จึงขอยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกัน ทั้งกับหน่วยงานภาครัฐ และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเดียวกัน เพื่อให้พี่น้องมุสลิมไทยเข้าถึงสิทธิ โอกาส และข้อมูลด้านสุขภาพที่ถูกต้อง สอดคล้องกับหลักการศาสนาและบริบททางวัฒนธรรม

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. ขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาวะมุสลิมมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี โดยเริ่มจากการพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงกับหลักศาสนา วิถีชีวิต และวัฒนธรรมของชุมชน และได้ศึกษาสถานการณ์สุขภาวะมุสลิม พบว่า มุสลิมมีรายได้น้อย มีหนี้สิน อัตราการสูบบุหรี่สูงกว่าประชากรกลุ่มอื่น และเป็นโรค NCDsโรคเบาหวาน ความดัน ไขมันในเส้นเลือด เช่นเดียวกับคนทั่วไป สสส. จึงได้ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย พัฒนารูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพ เช่น การเลิกบุหรี่ ลดอาหารหวาน เสริมสุขภาวะที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชนมุสลิมทั่วประเทศครอบคลุมการลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ โดยมีมัสยิดเป็นศูนย์กลาง พัฒนาแกนนำชุมชน เยาวชน และอาสาสมัครสุขภาพให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงาน
“จากการดำเนินงานเกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรม เช่น 1.มัสยิดปลอดบุหรี่ 847 แห่ง 2.มัสยิดครบวงจร 232 แห่ง 3.ชุมชนรักษ์สุขภาวะ 48 ชุมชน และภาคีเครือข่ายมากกว่า 50 แห่ง มีแกนนำลดความเสี่ยงทางสุขภาพและคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง 4.โรงเรียนผู้สูงอายุมุสลิม 60 แห่ง 5.เครือข่ายกองทุนซะกาตช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางแล้วกว่า 1,700 คน นอกจากนี้ยังพัฒนาดัชนีความสุขมุสลิมไทยและมาตรฐานอาหารมุสลิมปลอดภัย ความสำเร็จดังกล่าวนำมาสู่การลงนาม MOU เพื่อพัฒนาสุขภาวะมุสลิมไทยทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน โดยยกระดับจากการดำเนินงานรายโครงการสู่การสร้างระบบสนับสนุนสุขภาวะมุสลิมที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนและหน่วยบริการสุขภาพเข้าด้วยกัน ให้พร้อมรับมือความท้าทายด้านสุขภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงสุขภาวะที่ดีอย่างเท่าเทียม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

ศ.ดร.อิศรา ศานติศาสน์ ประธานมูลนิธิสร้างสุขมุสลิมไทย กล่าวว่า พี่น้องชาวมุสลิมถือเป็นหนึ่งในประชากรกลุ่มเฉพาะที่จำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมสุขภาวะอย่างรอบด้าน โดยจุดเริ่มต้นสำคัญคือการทำความเข้าใจปัญหาและความท้าทายที่เผชิญอยู่ เพื่อนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสในการเข้าถึงสุขภาวะที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและหลักศาสนาอิสลาม เนื่องจากปัจจุบันประชากรมุสลิมยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งปัญหารายได้ การเข้าถึงการศึกษาและบริการสุขภาพ ตลอดจนพฤติกรรมเสี่ยงทางสุขภาพ ที่มีสาเหตุมาจาก ความยากจน การศึกษา อาชีพ และตำราเรียนที่ไม่สอดคล้องกับหลักศาสนา รวมถึงการเข้าถึงอาหารที่ถูกต้องตามหลักศาสนาและเอื้อต่อสุขภาพ
“ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ดังนั้น การส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม ทั้งด้านการบริโภคอาหาร การออมและการวางแผนทางการเงิน ตลอดจนการปฏิบัติศาสนกิจที่เกื้อหนุนต่อสุขภาวะ จึงเป็นกลไกสำคัญในการลดอุปสรรคและสร้างโอกาสในการเข้าถึงสุขภาวะอย่างเท่าเทียม เพื่อให้พี่น้องมุสลิมทุกกลุ่มมีคุณภาพชีวิตที่ดี และร่วมกันสร้างสังคมไทยที่เป็นธรรม เท่าเทียม และมีสุขภาวะอย่างยั่งยืน”ศ.ดร.อิศรา กล่าว




