เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. พล.ต.ต.ดำรงค์ศักดิ์ สว่างงาม ผบก.จร. พ.ต.ท.ดามพวร ทองอิ่ม รอง ผกก.งานศูนย์ควบคุมจราจรวิภาวดีรังสิต/ทางพิเศษ กก.2 บก.จร. สั่งการให้ พ.ต.ท.ภุชงค์ เม้าทุ่ง สว.งานศูนย์ควบคุมจราจรวิภาวดีรังสิต/ทางพิเศษ กก.2 บก.จร. ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สน.วิภาวดี เชิญตัวนายเอ (นามสมมุติ) อายุ 75 ปี ผู้ขับขี่จักรยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อดำเนินคดีและทำการเปรียบเทียบปรับ

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 69 ได้มีคลิปวิดีโอจากกล้องหน้ารถคันหนึ่งถูกเผยแพร่ และแชร์ต่อในสื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง เป็นภาพชายสูงอายุ ขับขี่รถจักรยานไฟฟ้าสามล้อบริเวณกลางถนนห้าแยกลาดพร้าว ท่ามกลางการจราจรที่หนาแน่น และมีรถยนต์สัญจรผ่านไปมาอย่างต่อเนื่อง

ภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรวิภาวดีทราบเรื่อง จึงได้ทำการสืบสวนติดตาม และรวบรวมพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่อง จนสามารถติดตามตัวผู้ขับขี่รายดังกล่าวได้ พร้อมเชิญมาพูดคุยทำความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกฎหมาย และดำเนินการเปรียบเทียบปรับตามขั้นตอนของกฎหมายเป็นที่เรียบร้อย

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจแก่ผู้ขับขี่ รวมถึงประชาชนทั่วไปว่า รถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า รถจักรยานไฟฟ้าบางประเภท รถจักรยานไฟฟ้าสามล้อ และรถกระเป๋าเดินทางไฟฟ้า ไม่ได้รับอนุญาตให้นำมาใช้บนถนนสาธารณะ เนื่องจากอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อทั้งผู้ขับขี่และผู้ใช้รถใช้ถนนรายอื่น อีกทั้งยังไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายจราจร

อย่างไรก็ตามตำรวจจราจรวิภาวดีขอฝากความห่วงใยไปยังประชาชนทุกท่าน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและครอบครัว ควรเลือกใช้อุปกรณ์หรือยานพาหนะให้เหมาะสมกับพื้นที่ใช้งาน และหลีกเลี่ยงการนำรถไฟฟ้าประเภทดังกล่าว ออกมาวิ่งบนถนนที่มีการจราจรหนาแน่น เพราะเพียงเสี้ยววินาทีของความประมาท อาจนำไปสู่อุบัติเหตุและความสูญเสียที่ไม่มีใครคาดคิด “ด้วยความปรารถนาดีจากตำรวจจราจรวิภาวดี ที่พร้อมดูแลความปลอดภัยของประชาชนทุกคนบนท้องถนน”

มีรายงานว่า จากคลิปดังกล่าวพบว่าชายสูงอายุสวมแว่นตาดำ ขับขี่รถจักรยานไฟฟ้าสามล้อทะเบียน “ตอง 9” เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ อยู่ในช่องทางการจราจร ทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนต่างแสดงความเป็นห่วง เนื่องจากอาจเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ทุกเมื่อ โดยในคลิปยังมีเสียงผู้บันทึกเหตุการณ์กล่าวด้วยความห่วงใยว่า “ห้าแยกลาดพร้าวเลยนะลุง อันตรายมาก ใครเป็นลูกเป็นหลานช่วยมาดูแลแกด้วย” ทั้งนี้หลังจากมีการเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตได้ต่างเข้ามาคอมเมนต์เป็นเสียงเดียวกันถึงการกระทำดังกล่าวคล้าย “เร่งมรดก” ให้กับลูกหลาน.