สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. ว่าบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ที่เพิ่งมีการลงนามไปเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ที่ผ่านมา กำลังเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จากแกนนำของพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรส
สำหรับประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงที่สุดในเอ็มโอยูนั้น คือเงื่อนไขที่ว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตกลงที่จะปล่อยสินทรัพย์ของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ พร้อมทั้งอนุญาตให้จัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งส่วนบุคคลมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.8 ล้านล้านบาท) เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและกระตุ้นการลงทุนในอิหร่าน และผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรพลังงานด้วย
รายงานของสื่อสหรัฐหลายแห่งระบุว่า หนึ่งในวุฒิสมาชิกสังกัดพรรครีพับลิกันเรียกเอ็มโอยูฉบับนี้ว่า “ความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐในรอบหลายทศวรรษ” ขณะที่วุฒิสมาชิกคนหนึ่งให้ความเห็นว่า ข้อกำหนดบางประการตามรายงานข่าวดูเหมือนเป็นเรื่องที่ “ไม่ฉลาดนัก”
"What an embarrassment."
— Fox News (@FoxNews) June 18, 2026
GOP and Democrat senators are casting doubt on President Trump’s Iran peace deal, with lawmakers from both parties criticizing the agreement and raising concerns about its potential impact.
"Giving billions of dollars to theocratic lunatics who want to… pic.twitter.com/ulkaZwlAPW
ทั้งนี้ สมาชิกพรรครีพับลิกันมีความกังวลมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ว่ายิ่งสงครามยืดเยื้อเท่าไหร่ เศรษฐกิจของสหรัฐจะยิ่งได้รับผลกระทบมากขึ้นเท่านั้น และจะมีผลต่อการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย. นี้ด้วย
ด้านนายบิล แคสซิดี วุฒิสมาชิกรัฐลุยเซียนาจากพรรครีพับลิกัน กล่าวว่า เอ็มโอยูฉบับนี้ไม่ได้จัดการกับความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน และอิหร่านน่าจะนำเรื่องช่องแคบฮอร์มุซมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองอีก เพราะทำสำเร็จมาแล้ว
ขณะที่นายโรเจอร์ วิกเกอร์ วุฒิสมาชิกรัฐมิสซิสซิปปีจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการด้านอาวุธของวุฒิสภาด้วย ให้ความเห็นว่า เอ็มโอยูฉบับนี้คือการเจรจาที่สหรัฐ “ต้องยอมแลกแบบเปล่าประโยชน์” แม้มีความสำเร็จทางทหาร
นอกจากนี้ วิกเกอร์เตือนว่า สหรัฐไม่ควร “บังคับ” ให้อิสราเอลต้องถอนทหารออกจากเลบานอน และคัดค้านการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรใดก็ตาม เพื่อแลกกับการเจรจาต่ออีกเพียง 60 วัน.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



