สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. ว่าบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน ที่เพิ่งมีการลงนามไปเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ที่ผ่านมา กำลังเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จากแกนนำของพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรส


สำหรับประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงที่สุดในเอ็มโอยูนั้น คือเงื่อนไขที่ว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตกลงที่จะปล่อยสินทรัพย์ของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ พร้อมทั้งอนุญาตให้จัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งส่วนบุคคลมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.8 ล้านล้านบาท) เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและกระตุ้นการลงทุนในอิหร่าน และผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรพลังงานด้วย


รายงานของสื่อสหรัฐหลายแห่งระบุว่า หนึ่งในวุฒิสมาชิกสังกัดพรรครีพับลิกันเรียกเอ็มโอยูฉบับนี้ว่า “ความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐในรอบหลายทศวรรษ” ขณะที่วุฒิสมาชิกคนหนึ่งให้ความเห็นว่า ข้อกำหนดบางประการตามรายงานข่าวดูเหมือนเป็นเรื่องที่ “ไม่ฉลาดนัก”


ทั้งนี้ สมาชิกพรรครีพับลิกันมีความกังวลมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ว่ายิ่งสงครามยืดเยื้อเท่าไหร่ เศรษฐกิจของสหรัฐจะยิ่งได้รับผลกระทบมากขึ้นเท่านั้น และจะมีผลต่อการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือน พ.ย. นี้ด้วย


ด้านนายบิล แคสซิดี วุฒิสมาชิกรัฐลุยเซียนาจากพรรครีพับลิกัน กล่าวว่า เอ็มโอยูฉบับนี้ไม่ได้จัดการกับความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน และอิหร่านน่าจะนำเรื่องช่องแคบฮอร์มุซมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองอีก เพราะทำสำเร็จมาแล้ว


ขณะที่นายโรเจอร์ วิกเกอร์ วุฒิสมาชิกรัฐมิสซิสซิปปีจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการด้านอาวุธของวุฒิสภาด้วย ให้ความเห็นว่า เอ็มโอยูฉบับนี้คือการเจรจาที่สหรัฐ “ต้องยอมแลกแบบเปล่าประโยชน์” แม้มีความสำเร็จทางทหาร


นอกจากนี้ วิกเกอร์เตือนว่า สหรัฐไม่ควร “บังคับ” ให้อิสราเอลต้องถอนทหารออกจากเลบานอน และคัดค้านการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรใดก็ตาม เพื่อแลกกับการเจรจาต่ออีกเพียง 60 วัน.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS