วิทยาลัยเภสัชกรรมสมุนไพร ภายใต้ราชวิทยาลัยเภสัชกรรมแห่งประเทศไทย จัดการประชุมวิชาการประจำปี ครั้งที่ 4 ภายใต้หัวข้อ “From Wisdom to Evidence: Transforming Traditional Knowledge into Clinical Herbal Practice” ระหว่างวันที่ 18–19 มิ.ย. 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และทิศทางการพัฒนาสมุนไพรไทยจากภูมิปัญญาดั้งเดิมสู่การใช้ประโยชน์ทางคลินิกบนฐานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

รศ.ดร.ภญ.นริศา คำแก่น ประธานวิทยาลัยเภสัชกรรมสมุนไพร กล่าวว่า การพัฒนาสมุนไพรไทยในปัจจุบันต้องก้าวจากการสืบทอดภูมิปัญญาดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างองค์ความรู้ที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้บุคลากรสาธารณสุขสามารถนำไปใช้ดูแลผู้ป่วยได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

หนึ่งในประเด็นสำคัญของการประชุม คือ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับการศึกษาสมุนไพรไทย โดย รศ.ดร.ภก. ศุภชัย ติยวรนันท์  คณะเภสัชศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้นำเสนอแนวทางการถอดรหัสองค์ความรู้จากตำราแพทย์แผนไทยและจารึกวัดโพธิ์ ด้วยการใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลและ AI เพื่อค้นหารูปแบบการใช้สมุนไพรที่มีศักยภาพ รวมถึงการปรับเทียบมาตราวัดโบราณให้เป็นมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน

แนวทางดังกล่าวช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้ดั้งเดิมเข้าสู่กระบวนการวิจัยสมัยใหม่ ตั้งแต่การศึกษาทางห้องปฏิบัติการ การทดลองในสัตว์ ไปจนถึงการศึกษาทางคลินิกในมนุษย์ เพื่อสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับการใช้สมุนไพรในระบบสุขภาพ และเปลี่ยนองค์ความรู้ที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคนให้กลายเป็นข้อมูลที่ตรวจสอบและอ้างอิงได้ทางวิทยาศาสตร์

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ การนำหลักฐานเชิงประจักษ์ไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้ป่วยจริง โดย ภญ.อาสาฬา เชาวน์เจริญ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และ ภญ.ศิวพร ปีเจริญทรัพย์ จากร้านยาศิวพรเภสัช ได้ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การใช้สมุนไพรในระบบบริการสุขภาพ ทั้งในโรงพยาบาลและร้านยาชุมชน โดยเน้นบทบาทของเภสัชกรในการประเมินผู้ป่วยรายบุคคล คัดกรองความเสี่ยง ติดตามผลการรักษา และเฝ้าระวังอันตรกิริยาระหว่างยาสมุนไพรกับยาแผนปัจจุบัน

ภญ.ศิวพร กล่าวว่า ร้านยาชุมชนเป็นหน่วยบริการสุขภาพด่านหน้าที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด การใช้สมุนไพรในปัจจุบันจึงไม่ควรอาศัยเพียงความเชื่อหรือคำบอกเล่า แต่ต้องอ้างอิงข้อมูลทางวิชาการที่น่าเชื่อถือ ควบคู่กับการประเมินความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อให้เกิดประสิทธิผลและความปลอดภัยสูงสุด

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการสืบค้นและประเมินคุณภาพงานวิจัย การสังเคราะห์หลักฐานเชิงประจักษ์ และการประยุกต์ใช้ Generative AI เพื่อสนับสนุนการทำงานของเภสัชกรในยุคดิจิทัล ตั้งแต่การสืบค้นข้อมูล การทบทวนวรรณกรรม ไปจนถึงการนำข้อมูลมาสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิกและนโยบาย

การประชุมวิชาการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นทิศทางสำคัญของการพัฒนาสมุนไพรไทยในอนาคต จาก “ภูมิปัญญา” สู่ “หลักฐานเชิงประจักษ์” และจาก “งานวิจัย” สู่ “การใช้จริง” ในการดูแลสุขภาพประชาชน โดยมีเทคโนโลยี AI เป็นเครื่องมือสำคัญในการเร่งการค้นพบองค์ความรู้ใหม่และยกระดับสมุนไพรไทยให้ก้าวสู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน.