เรียกได้ว่าเป็นเรื่องราวสุดช็อก หลังล่าสุดเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. แฟนเพจที่มักเผยแพร่ความรู้ทางการแพทย์อย่าง “Tensia” ได้ออกเผยเคสหญิงวัย 40 ปี กินกระดาษทิชชูมา 1 ปี ซีดมากขึ้นเรื่อยๆ แพทย์พบโลหิตจางรุนแรง ค่าฮีโมโกลบินแค่ 1.6 น้อยที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก พร้อมระบุข้อความว่า “เวลาจะวินิจฉัยโลหิตจาง จะดูค่าฮีโมโกลบิน (Hb) ไม่ก็ค่าความเข้มเม็ดเลือดแดง (Hct) ซึ่งค่า Hb ปกติประมาณ 14-15 ถ้าน้อยจัดๆ คือต่ำกว่า 12-13 ก็จะเริ่มโลหิตจางแล้ว น้อยแบบไม่ไหวแล้วคือ 6-7 แบบเคสทาลัสซีเมีย แต่เคสนี้คือ 1.6 จึงจัดเป็นคนที่มีค่าเลือดต่ำสุดที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ ที่มีไม่กี่เคสบนโลก”
เรื่องเริ่มต้นจาก ตลอดประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา โดยหญิงวัย 40 ปี มีอาการหลายอย่าง ดังนี้
1.เหนื่อยง่าย
2.ใจสั่น
3.หายใจไม่อิ่ม
4.กลืนอาหารลำบาก
5.อาเจียนเป็นครั้งคราว



นอกจากนี้ “อาการเหล่านี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ซึ่งเธอคิดว่ามันเป็นผลจากการติด COVID-19 ที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณปีครึ่งก่อน แต่ที่หนักที่สุดคือ เธอกินกระดาษทิชชูค่ะ ไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้ง แต่เป็นพฤติกรรมที่ทำมาหลายปี เธอจะค่อยๆ ฉีกกระดาษออกมา เคี้ยว แล้วกลืนลงไป หนึ่งม้วนใช้เวลาประมาณ หนึ่งสัปดาห์ ไม่บอกใครนะคะ เพราะรู้ตัวว่าโดนด่าแน่นอน เธอบอกว่ามันทำให้รู้สึกดีขึ้นอย่างประหลาด ซึ่งไม่รู้ว่าทำไม แต่พอแพทย์ซักประวัติย้อนไปจริงๆ ถึงได้ทราบว่า ประมาณปีครึ่งก่อน เธอมีประจำเดือนรุนแรงมาก ช่วงสามวันแรกของรอบเดือน เลือดออกมากจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัย ทุก 20 นาที บางครั้งเลือดซึมทะลุเสื้อผ้า และตอนกลางคืนต้องใช้ผ้าขนหนูรองบนเตียง เพราะเลือดซึมผ่านผ้าอนามัยไปถึงที่นอน แล้วก็ไม่ได้มาหาหมอนะ คิดว่ามาเยอะเฉยๆ จนกระทั่งเริ่มมีอาการซีด มีกินทิชชูนั่นแหละ”
อีกทั้ง “แพทย์ตรวจร่างกายพบว่า เธอดูซีดมาก เล็บมือมีลักษณะเว้าคล้ายช้อน ที่เรียกว่า “koilonychia” เป็นสัญญาณว่า การสร้างเล็บผิดปกติมาก จากการขาดสารอาหารบางชนิด และเมื่อฟังหัวใจ ได้ยินเสียง “flow murmur” ที่เกิดจากเลือดไหลไวผิดปกติ ผ่านลิ้นที่ปกติดี ทำให้เกิดการไหลปั่นป่วนจนเกิดเสียงฟู่ ซึ่งเจอได้ในเคสโลหิตจางหนักๆ เพราะหัวใจพยายามบีบเพิ่มรอบเพื่อชดเชย”
โดยผลตรวจเลือดออกมา และตัวเลขหนึ่งทำให้ทีมแพทย์ต้องแบบเช็กกับทางห้องแล็บหลายครั้ง มีดังนี้
1.ค่าฮีโมโกลบินแค่ 1.6 g/dL
2.เม็ดเลือดแดงขนาดเล็กมาก (microcytic) และสีจาง (hypochromic) โดยรูปร่างผิดปกติจำนวนมาก สอดคล้องกับภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
(Iron deficiency anemia)
นอกจากนี้ ผลตรวจธาตุเหล็กยิ่งยืนยัน ดังนี้
1.serum iron 8 µg/dL
2.transferrin saturation 2%
3.ferritin < 1 ng/mL
อีกทั้ง “ซึ่งหมายความว่า ร่างกายของเธอแทบไม่เหลือ ธาตุเหล็กสำรอง”
โดยแพทย์ต้องให้เลือดอย่างเร่งด่วน หญิงรายนี้จึงได้รับ ดังนี้
1.packed red blood cells 6 ยูนิต
2.ธาตุเหล็กทางหลอดเลือด และธาตุเหล็กชนิดรับประทาน
“หลังการรักษาระดับ hemoglobin เพิ่มขึ้นเป็น 7.3 g/dL อาการเหนื่อยล้าของเธอดีขึ้นอย่างชัดเจน การสืบหาสาเหตุของการเสียเลือดจึงเริ่มขึ้น และในที่สุดการตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดพบว่า เธอมีก้อนขนาด 9.6 เซนติเมตร อยู่ในมดลูก ซึ่งเข้ากับเนื้องอกกล้ามเนื้อเรียบของมดลูก (Uterine leiomyoma) คือ ก้อนนี้ไม่ใช่มะเร็งนะคะ เป็นเนื้องอกชนิดดีค่ะ แต่ดีในที่นี้คือมันแบ่งตัวแบบจำกัด ไม่ลุกลาม แต่ที่แย่คือ บางครั้งมันไปขัดขวางการบีบตัวรัดหลอดเลือดตอนมีประจำเดือน ทำให้ระบบการห้ามเลือดเสียไปหมด เธอจึงเลือดออกเรื้อรังค่ะ”
อย่างไรก็ตาม “เมื่อระดับธาตุเหล็กของเธอเริ่มกลับมา พฤติกรรมกินกระดาษชำระค่อยๆ หายไป นั่นเพราะภาวะกินของแปลกๆ (Pica) เจอได้ในภาวะขาดธาตุเหล็กค่ะ ซึ่งปัจจุบันยังไม่ทราบกลไก แต่เชื่อว่าเหล็กจำเป็นต้องการสร้างพลังงาน โดยเฉพาะในเซลล์ประสาทที่ใช้พลังงานสูง ส่งผลให้ส่วนที่ควบคุมความอยากผิดปกติไป เคสบอกให้เราทราบว่า เป็นอะไรอย่าปล่อยไว้ รีบมาตรวจก่อนค่ะ ตรวจแล้วไม่เป็นอะไรมากค่อยสบายใจค่ะ โดยเฉพาะเรื่องประจำเดือน อย่าคิดว่ามันแค่ช่วงมามากเฉยๆ ค่ะ”
ขอบคุณข้อมูลจาก : Tensia



