เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 69 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน จัดงานสัมมนาโครงการ “ผู้ตรวจการแผ่นดินสัญจรพบประชาชน (สผผ.) ครั้งที่ 59” ลงพื้นที่เชิงรุกรับเรื่องร้องเรียน เยียวยาทุกข์ชาวบ้าน ระหว่าง 22-24 มิ.ย. ใน จ.เพชรบุรี โดยมีนายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นประธาน นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมด้วยผู้แทนสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงานศาลปกครอง สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดเพชรบุรี เข้าร่วมโครงการ

โดยคณะผู้ตรวจการแผ่นดินสัญจรฯ นำโดย นางนวพร จันทรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักสอบสวน 2 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมด้วย นายศรัณย์ เกตุทอง นายอำเภอเมืองเพชรบุรี นายสุชาติ กาญจนวิลัล ผอ.โครงการส่งน้ำและรักษาเพชรบุรี นายณรงค์ศักดิ์ เรืองสิน นายก อบต.หนองพลับ ปลัดอำเภอเมืองเพชรบุรี ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเพชรบุรี ชลประทาน สำนักงานที่ดินเพชรบุรี ผกก.สภ.เมืองเพชรบุรี ร่วมลงพื้นที่ หมู่ 7 ต.หนองพลับ อ.เมือง จ.เพชรบุรี ของนางปทุม อายุ 76 ปี เพื่อตรวจสอบขอเท็จจริง กรณี อบต. อ้างว่าคูน้ำสาธารณะ ที่สร้างอยู่บนที่ดินกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของนางปทุม ที่ครอบครองมาแต่ดั้งเดิมเป็นสาธารณะ ในโครงการมิยาซาวา (Miyazawa Plan) ทำให้ครอบครัวนางปทุม ได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากถูกบังคับให้เสียสิทธิในที่ดินส่วนตนไปเป็นสาธารณประโยชน์ และตรวจสอบกรณีมีเกษตรกรในพื้นที่นับ 10 ราย ร้องเรียน อบต. ว่าคูน้ำถูกปิดไม่สามารถส่งน้ำไปยังปลายนา เพื่อใช้ในการเกษตรได้ แต่ในการประชุมไม่มีเกษตรกรผู้ร้องเรียนนับ 10 ราย มาเข้าร่วมประชุมหารือข้อเท็จจริงแม่แต่รายเดียว

นางนวพร จันทรัตน์ ผอ.สำนักสอบสวน 2 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน (สผผ.) กล่าวว่า วันนี้นำคณะหลายหน่วยงานร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบขอเท็จจริง กรณีมีชาวบ้านผู้ร้องเรียนทาง อบต. มารุกล้ำที่ดินในส่วนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของชาวบ้าน และกล่าวอ้างว่าชาวบ้านปิดกั้นทางน้ำ ทางสำนักผู้ตรวจการแผ่นดิน จึงร่วมกับ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี ผู้แทนจากชลประทาน ที่ดินเพชรบุรี และ อบต.หนองพลับ ซึ่งเป็นผู้ถูกร้องเรียนมาตรวจสอบ จึงพบว่าบริเวณที่ทำคูน้ำอยู่ในที่ดินกรรมสิทธิ์ของชาวบ้านผู้ร้องเรียนจริง ทาง อบต. ได้มีการจัดสรรงบประมาณเข้าไปดำเนินการในที่ดินของชาวบ้านผู้ร้องเรียนตั้งแต่ปี 2529 โดยที่ชาวบ้านผู้ร้องเรียนไม่ได้คัดค้านหรือโต้แย้ง เนื่องจากคูน้ำมีการส่งน้ำไปยังปลายนา เพื่อให้ในการเกษตรกรในพื้นที่ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ ข้อเท็จจริงที่ทางที่ว่าการอำเภอเมืองเพชร รายงานสำนักผู้ตรวจการแผ่นดิน มีรายงานมาตั้งแต่ปี 2512 ที่มีการดำเนินการมาขุดคูน้ำระยะทางยาวประมาณ 750 เมตร เพื่อกระจายน้ำให้แก่เกษตรกร พร้อมกันนี้จากการประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยนายอำเภอเมืองเพชรบุรี ได้สั่งการให้ศูนย์ดำรงธรรม ลงพื้นที่ไปสอบปากคำชาวบ้านปลายน้ำนับสิบราย พบว่าหลังมีการปิดกั้นคูน้ำทำให้ชาวบ้านปลายน้ำไม่สามารถใช้น้ำได้

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบและหารือร่วมกันทราบว่า อบต. ได้ส่งสำนวนไปสำนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี เพื่อขอความช่วยเหลือว่าคูดินที่ทาง อบต. ได้ดำเนินการปรับปรุงในที่ดินของชาวบ้านผู้ร้องเรียนเป็นสาระสมบัติของแผ่นดิน การที่ผู้ร้องนำกระสอบทรายไปปิดกั้นทางน้ำถือว่าทำให้ทรัพย์สินของทาง อบต. เสียหาย และมีประชาชนที่อยู่ปลายน้ำได้รับความเดือดร้อน ส่วนทางด้านชาวบ้านผู้ร้องเรียนก็ยืนยันว่าคูน้ำเป็นที่ดินอยู่ในกรรมสิทธิ์ของตนเอง และเคยยินยอมให้ใช้น้ำในคูน้ำนี้จากปากเปล่าไม่มีหนังสื่ออกสารยื่นยันใดๆ เนื่องจากเป็นการช่วยเหลือตามวิถีของเกษตรกรรมตั้งแต่สมัยคุณปู่คุณพ่อมา ซึ่งต่างฝ่ายต่างยืนยันในความถูกต้องของตนเอง ทางออกที่หน่วยงานพยายามจะไกล่เกลี่ยให้ทั้งสองฝ่ายจึงไม่ยุติ อบต.ยืนยันว่าเพื่อให้ชัดเจนในการดูแลรักษาที่สาธารณประโยชน์ คันดิน คูดิน ขอใช้อำนาจศาลนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อให้มีการชี้ขาด ส่วนผู้ร้องเรียนยืนยันว่าเกรงว่าถ้ายอมรับในเรื่องนี้ไป จะทำให้ที่ดินของตนเองกลายเป็นที่สาธารณะ ขอให้กระบวนการยุติธรรมเป็นคนชี้ขาดในเรื่องนี้ เรื่องนี้จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อให้ศาลตัดสินชี้ขาดต่อไป



