ภัยเงียบในฤดูฝนที่ผู้ปกครองไม่อาจชะล่าใจได้กำลังกลับมาอีกครั้ง สะท้อนจากสถิติภาพรวมการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) ในปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีผู้ป่วยเด็กสะสมสูงถึง 48,462 ราย และมีผู้เสียชีวิต 7 ราย โดยตัวเลขที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ร้อยละ 80.47 เป็นกลุ่มเด็กเล็กวัย 0-4 ปี ซึ่งเป็นวัยที่เปราะบางที่สุด สอดคล้องกับสถานการณ์ล่าสุดในปี พ.ศ. 2569 (ข้อมูลสะสม ณ วันที่ 30 พฤษภาคม 2569) ที่พบผู้ป่วยแล้วถึง 1,885 ราย โดยยังคงเป็นกลุ่มเด็กเล็กวัย 0-4 ปี ที่ครองสัดส่วนสูงสุดถึงร้อยละ 69.94 สถิติเหล่านี้ตอกย้ำให้เห็นว่า RSV เป็นวิกฤตที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบสาธารณสุขและครอบครัว

เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือฤดูกาลระบาด สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย จึงได้ร่วมกับ มูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน จัดงานเสวนาเชิงรุกในหัวข้อ “เจาะลึกภัยเงียบหน้าฝน: ทำไม RSV จึงเป็นวิกฤตภาระโรคที่น่ากังวลในเด็ก และแนวทางป้องกัน“ เพื่อมอบแนวทางรับมือและเผยแพร่นวัตกรรมทางการแพทย์ล่าสุดที่จะช่วยสร้างเกราะคุ้มกัน ปกป้องลมหายใจของเด็กไทย โดยมี นพ.ไพศาล เลิศฤดีพร กุมารแพทย์ผู้ชำนาญการด้านระบบทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ และภูมิคุ้มกันในเด็ก โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้เกียรติเป็นผู้ดำเนินรายการ
RSV ไม่ใช่แค่หวัดธรรมดา พร้อมแนะเช็กลิสต์สัญญาณเตือนวิกฤต:

ศ.(คลินิก) พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย, กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และกรรมการ/ที่ปรึกษามูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน อธิบายว่า ไวรัส RSV ไม่ใช่แค่ไข้หวัดธรรมดา แต่เป็นภัยเงียบที่มุ่งโจมตีระบบทางเดินหายใจส่วนล่างของเด็กทารกและเด็กเล็กโดยตรง ในช่วง 2-4 วันแรกอาจมีอาการคล้ายหวัดทั่วไป คือมีน้ำมูกใส และไอเบาๆ แต่หลังจากนั้นอาการจะทรุดลงอย่างรวดเร็ว เด็กจะไอหนักขึ้น มีเสมหะเหนียวข้น ปริมาณน้ำมูกมาก ซึ่งเด็กบางรายอาจไม่มีไข้เลยแต่มีอาการหายใจลำบาก หากปล่อยให้เชื้อลุกลาม จะส่งผลให้เกิดภาวะหลอดลมฝอยอักเสบ ปอดอักเสบ และร่างกายขาดออกซิเจน จนนำไปสู่อันตรายได้
โดยทั่วไป RSV ในประเทศไทยมักระบาดพุ่งสูงอย่างรวดเร็วในช่วงฤดูฝนลากยาวไปจนถึงฤดูหนาว โดยเฉพาะช่วงเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายนของทุกปี สิ่งที่น่ากังวลคือสัดส่วนของเด็กที่ป่วยหนักจนต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล จากสถิติปี 2568 พบว่ามีผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยใน (IPD) สูงถึง 18,834 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 38.86 ของผู้ป่วยทั้งหมด และแม้ในปี 2569 นี้จะเพิ่งเริ่มต้นฤดูกาลระบาด แต่สถิติพบผู้ป่วยที่ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล แล้วถึง 647 ราย (ร้อยละ 34.32) สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของโรคที่พ่อแม่ห้ามชะล่าใจ จึงต้องเฝ้าระวังสัญญาณเตือนวิกฤตอย่างใกล้ชิด หากพบว่าลูกมีอาการหายใจหอบเหนื่อย สังเกตเห็นหน้าอกดึงรั้งหรือชายโครงบุ๋มขณะหายใจ หายใจมีเสียงหวีด ได้ยินเสียงครืดคราด ซึมลง กินนมน้อยลง หรือมีอาการริมฝีปาก ปลายมือปลายเท้าเขียวคล้ำ ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที
เปิดผลกระทบเสี่ยงเข้า ICU สู่เกราะป้องกันและ 2 นวัตกรรมเซฟลมหายใจ:

รศ.พญ.วนัทปรียา พงษ์สามารถ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ และหัวหน้าสาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เน้นย้ำถึงผลกระทบของการติดเชื้อที่ส่งผลต่อการนอนโรงพยาบาลและอันตรายในระยะยาวว่า เมื่อเชื้อ RSV ลุกลาม จะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กต้องถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และในกรณีที่มีอาการรุนแรงมาก เช่น หายใจล้มเหลว หรือหยุดหายใจ เด็กจำเป็นต้องเข้าห้องผู้ป่วยวิกฤต (ICU) และต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ยิ่งไปกว่านั้น การติดเชื้อ RSV ที่รุนแรง ยังทิ้งรอยแผลและผลกระทบระยะยาวไว้กับทารก โดยเด็กมีความเสี่ยงสูงที่จะมีภาวะทางเดินหายใจไวเรื้อรัง (หลอดลมไว) ทำให้มีอาการไอเรื้อรัง หายใจมีเสียงหวีดซ้ำๆ เมื่อเป็นหวัด เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหอบหืดในอนาคต

ทางด้าน ศ.นพ.สุรสิทธิ์ ชัยทองวงศ์วัฒนา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านสูติศาสตร์–นรีเวชวิทยา และหัวหน้าสาขาโรคติดเชื้อ ภาควิชาสูติศาสตร์–นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์จำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง การดูแลให้เด็กทุกคนเกิดมาอย่างมีคุณภาพและมีสุขภาพแข็งแรงจึงเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกภาคส่วนควรให้ความสนใจ โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพของผู้หญิงตั้งครรภ์และทารกแรกเกิด ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของการวางรากฐานด้านสุขภาพในระยะยาว
โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส RSV เป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญสำหรับทารกในช่วงเดือนแรกหลังคลอด เนื่องจากทารกยังมีภูมิคุ้มกันไม่สมบูรณ์และอาจเกิดอาการรุนแรงจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้ ดังนั้น การป้องกันโรคตั้งแต่ก่อนทารกคลอดจึงเป็นแนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสให้เด็กแรกเกิดมีสุขภาพแข็งแรงตั้งแต่เริ่มต้นชีวิต
หนึ่งในแนวทางสำคัญคือ การฉีดวัคซีนป้องกันโรค RSV ให้แก่หญิงตั้งครรภ์ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายของมารดาสร้างภูมิคุ้มกันและถ่ายทอดแอนติบอดีผ่านทางรกไปยังทารก ช่วยป้องกันทารกจากการติดเชื้อไวรัส RSV ที่อาจมีอาการรุนแรงในช่วง 6 เดือนแรกหลังคลอด ทางราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ได้มีคำแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์ รับวัคซีนป้องกัน RSV ที่อายุครรภ์ 24–36 สัปดาห์ เพื่อให้มีระยะเวลาเพียงพอในการสร้างและส่งผ่านภูมิคุ้มกันไปยังทารกก่อนคลอด
การให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคในหญิงตั้งครรภ์จึงไม่ใช่เพียงการดูแลสุขภาพของมารดาเท่านั้น แต่ยังเป็นการลงทุนด้านสุขภาพของเด็กเกิดใหม่และอนาคตของประเทศ ในสถานการณ์ที่จำนวนเด็กเกิดลดลง เด็กทุกคนยิ่งมีคุณค่า และควรได้รับการปกป้องให้มีโอกาสเติบโตอย่างแข็งแรงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดตั้งแต่วันแรกของชีวิต

สำหรับแนวทางที่ 2 คือ การปกป้องทารกโดยตรงทันทีด้วย ‘ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV’ สำหรับเด็กแรกเกิดและเด็กเล็ก โดย รศ.พญ.วนัทปรียา ได้อธิบายเสริมว่า “ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV” ไม่ใช่วัคซีน แต่เป็นแอนติบอดีที่เมื่อฉีดเข้ากล้ามเนื้อแล้ว ทารกจะได้รับภูมิคุ้มกันไปใช้ปกป้องไวรัสได้ ‘ทันที’ โดยไม่ต้องรอให้ร่างกายสร้างภูมิเอง สามารถฉีดให้กับเด็กได้ตั้งแต่แรกเกิด หรือสามารถเริ่มฉีดในเดือนมิถุนายนที่เริ่มมีการระบาดเป็นต้นไป เพื่อให้ระดับภูมิคุ้มกันครอบคลุมตลอดช่วงฤดูกาลระบาดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ออกฤทธิ์ป้องกันยาวนานอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งครอบคลุมช่วงวัยที่เปราะบางที่สุดและครอบคลุมตลอดฤดูกาลระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ยืนยันว่า ‘ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV’ สามารถลดความเสี่ยงในการนอนโรงพยาบาลได้มากกว่า 80% โดยมีการใช้มาแล้วกว่า 50 ประเทศทั่วโลก และได้มีการนำเข้ามาใช้ในประเทศไทยเมื่อปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นเกราะคุ้มกันที่แข็งแกร่ง ปลอดภัย”
ทั้งนี้ ผู้ปกครองที่มีเด็กเล็ก รวมถึงคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ สามารถขอรับคำปรึกษาเพิ่มเติมจากกุมารแพทย์หรือสูตินรีแพทย์ เพื่อพิจารณาเลือกแนวทางการสร้างภูมิคุ้มกันที่เหมาะสมสำหรับลูกน้อยได้ตั้งแต่วันนี้



