จากกรณีที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) สนธิกำลังร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ช. เข้าตรวจค้นบ้านพักย่านบางใหญ่ จ.นนทบุรี หลังสืบทราบว่าเป็นแหล่งแก้ไขคะแนนสอบเพื่ออัปเกรดให้ผู้สมัครสอบท้องถิ่นปี 68 โดยมีการแฉพฤติกรรมเรียกรับเงินหัวละ 3.5 ถึง 8 แสนบาท พร้อมรวบตัว ผอ.กองยุทธศาสตร์ฯ เมืองเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญ ส่งผลให้มีมูลค่าความเสียหายรวมทะลุ 4,500 ล้านบาทนั้น

เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ได้สอบถามมุมมองและวิเคราะห์เจาะลึกถึงสาเหตุและช่องโหว่ของปัญหาดังกล่าวกับ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล นักอาชญาวิทยาและอนุกรรมการ ก.ตร. เกี่ยวกับการพัฒนางานสืบสวนสอบสวน โดย รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ เปิดเผยในประเด็นแรกว่า คนในสังคมต่างรู้สึกตกใจที่ผู้เข้าสอบยอมจ่ายเงินจำนวนมหาศาลหลักแสนบาท เพื่อแลกกับการบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่น ทั้งที่เงินเดือนข้าราชการระดับปริญญาตรีเมื่อบรรจุใหม่นั้นมีไม่เกิน 20,000 บาท ซึ่งคำถามที่ตามมาคือเหตุใดผู้สมัครจึงยอมจ่ายเงินหลัก 3.5 ถึง 4 แสนบาท เพื่อแลกกับตำแหน่งงานดังกล่าว

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ชี้ว่า สิ่งนี้สะท้อนมุมมองของผู้เข้าสอบที่เห็นว่าการเป็นข้าราชการคือ 1. โอกาสและความมั่นคงในหน้าที่การงาน 2. เป็นงานระยะยาวที่มีเงินเดือนรองรับจนเกษียณ 3. สวัสดิการที่พึงได้รับ ทั้งการเบิกค่ารักษาพยาบาลของตนเอง ครอบครัว พ่อแม่ และบุตร และ 4. เรื่องของเงินบำนาญบำเหน็จ ซึ่งคนเหล่านี้มองว่าเป็นผลประโยชน์ที่คุ้มค่าในระยะยาว จึงเกิดพฤติกรรมที่ในทางอาชญาวิทยาเรียกว่า “ทฤษฎีทางเลือกอย่างเป็นเหตุเป็นผล” (Rational Choice Theory) คือการชั่งน้ำหนักมาแล้วว่าหากตัดสินใจจ่ายเงิน และมีความเชื่อว่าโอกาสถูกจับกุมนั้นยาก หรือหากทำเป็นขบวนการที่มีเจ้าหน้าที่ร่วมด้วยก็จะปลอดภัย ทำให้การยอมเสี่ยงจ่ายเงินนั้นถือว่าคุ้มค่ากับผลประโยชน์ที่ได้รับ

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ยังกล่าวถึงความแปลกใจในประเด็นที่ ป.ป.ช. ระบุว่ามีข้าราชการท้องถิ่นหลายรายร่วมเป็นขบวนการทุจริต โดยมีการเข้าค้นบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้ข้าราชการจะทราบดีว่ามีความผิดทั้งทางอาญาและโทษไล่ออก แต่ก็ยังกล้าเสี่ยงเพราะมองว่า “เสี่ยงแล้วคุ้ม” เช่นเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น ยังเชื่อว่าขบวนการทุจริตในลักษณะเครือข่ายเช่นนี้ ต้องมีผู้อยู่เบื้องหลังที่มีอำนาจเหนือกว่าระดับปฏิบัติการ เพื่อทำหน้าที่เป็น “หัวจักรสำคัญ” หรือเป็น “แบ๊ก” คอยช่วยเหลือหากเกิดการตรวจสอบ

เมื่อคำนวณจากจำนวนตำแหน่งงานกว่า 6,000 ตำแหน่ง และผู้เข้าสอบกว่า 400,000 คน หากมีคนยอมจ่ายเพียงร้อยละ 5 ของผู้เข้าสอบทั้งหมด ด้วยจำนวนเงินหัวละ 3-4 แสนบาท จะเห็นได้ว่าเม็ดเงินที่หมุนเวียนในขบวนการนี้มีมูลค่ามหาศาล ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผู้อยู่เบื้องหลังและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องยอมเอาตำแหน่งหน้าที่มาแลก โดยเชื่อมั่นว่าจะมีผู้ใหญ่คอยให้ความช่วยเหลืออยู่เบื้องหลังหากถูกตรวจพบ

สำหรับคำถามที่ว่าปรากฏการณ์นี้จะทำให้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนมุมมองหรือไม่อยากสอบเข้ารับราชการหรือไม่นั้น รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ให้ความเห็นว่า ต้องแยกประเด็นระหว่างระบบการรับราชการที่ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน กับตัวบุคคลที่พยายามทุจริต ทั้งผู้เข้าสอบและเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งต้องมีบทลงโทษที่ชัดเจน เด็ดขาด และรวดเร็ว เพื่อสร้างความเกรงกลัวไม่ให้เกิดการทำผิดซ้ำอีก หากสามารถบังคับใช้มาตรการที่ว่า “เสี่ยงแล้วไม่คุ้ม” ได้จริง เช่น การริบเงินที่จ่ายไป การถูกตัดสิทธิสอบราชการตลอดชีวิต และการดำเนินคดีอาญาอย่างเข้มงวด หากมาตรการเหล่านี้มีความชัดเจน เชื่อว่าจะทำให้คนที่คิดจะทุจริตเกิดความเกรงกลัวและไม่กล้าเสี่ยงที่จะทำความผิดอีกต่อไป.