เมื่อเวลา 11.40 น. วันที่ 23 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) ครั้งที่ 1/2569 ว่า นายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการให้มีการประชุมเป็นประจำ จะได้ร่วมไม้ร่วมมือกันในการต่อต้านการทุจริต ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีมติตั้งคณะอนุกรรมการดูแลเกี่ยวกับเรื่องการติดสินบนเชิงทุจริตในภาครัฐ โดยมีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมเป็นกรรมการ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเรื่องความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ ภายใต้โครงการ 1 กรม 1 โปร่งใส  ไร้เทา ซึ่งทางคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และคณะกรรมการ คตท. เห็นพ้องต้องกันว่า ควรจะดำเนินการและเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้ความเห็นชอบในหลักการและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง 

นายปกรณ์ กล่าวว่า รวมถึงมาตรการป้องกันการทุจริตการสอบรับราชการในภาครัฐ เป็นความเห็นชอบร่วมกันในคณะกรรมการ คตท. ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก และทำลายระบบราชการอย่างรุนแรง ไม่ใช่เฉพาะเรื่องท้องถิ่น ดังนั้น จึงต้องมีมาตรการด้านนี้ขึ้นมา และอาจจำเป็นจะต้องมีกฎหมายเฉพาะในเรื่องนี้ เพื่อจัดการกับคนที่ทุจริต หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุน รวมถึงการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง โดยจะมอบหมายให้ ก.พ.ร.เสนอต่อ ครม. และให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกายกร่างกฎหมาย นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับมาตรฐานการบริการในภาครัฐ เพื่อให้ปลอดการทุจริตด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ โดยสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เป็นผู้ดำเนินการเพื่อช่วยกันปราบทุจริต 

นายปกรณ์ ยังกล่าวถึงการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค ซึ่งได้มีการผลักดันไปแล้วคือกฎหมายการอำนวยความสะดวกฉบับใหม่ ขณะนี้มีการกำหนดรายละเอียดว่า จะบังคับใช้กับธุรกิจใดบ้าง คาดว่า เบื้องต้นจะบังคับใช้กับธุรกิจโรงแรม และร้านกาแฟ นอกจากนี้ จะมานั่งดูกันว่า มีเรื่องใดที่จะต้องปรับปรุงในส่วนกฎหมายรอง ทั้งนี้ ยืนยันว่า รัฐบาลมีความหนักแน่น และแน่วแน่ในการผลักดันเรื่องการแก้ไขปัญหาการทุจริตให้ครบวงจร ไม่ให้มีปัญหาทิ้งไว้ให้ลูกหลานในอนาคต และจะพยายามทำให้ดีที่สุด

ขณะที่นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เราพอใจที่รัฐบาลและนายกฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง คณะกรรมการ คตท. ที่ตั้งขึ้นมามีการขับเคลื่อนอย่างชัดเจนกับแผนนโยบาย โดยเฉพาะที่เราทำร่วมกับ ก.พ.ร. ในแง่ของในโครงการ 1 กรม 1 โปร่งใส ไร้เทา เชื่อว่า จะสามารถช่วยได้มากและมีการพูดถึง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกที่มีความจำเป็นต้องเผยแพร่ให้ชัดเจนทั้งประชาชน เอกชน และนักธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะภาคประชาชน เพราะ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก ไม่ได้ใช้แค่ในภาคเศรษฐกิจเท่านั้น แต่เป็นการที่ประชาชนต้องติดต่อกับหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งจะต้องชี้แจงว่าจะอำนวยความสะดวกอย่างไร

“ต้องขอบคุณรัฐบาลที่มีความตั้งใจอย่างจริงจัง เพราะประชุมเป็นประจำ แต่ต้องยอมรับว่า การแก้ไข พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกมีความล่าช้า ควรจะมีการแก้กฎกระทรวง หรือกฎระเบียบของกรมก่อนเพื่อขับเคลื่อนให้ได้จริง โดยเฉพาะ โครงการ REINVENT THAILAND ที่เรากำหนดขึ้นมาเพื่อทำงานร่วมกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อเป็นหัวจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ฉะนั้น หากเราปลดล็อกความสะดวกในแง่ของกฎหมายก็จะสามารถขับเคลื่อนได้เร็วขึ้น” นายพจน์ กล่าว

ด้าน น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการ ก.พ.ร. กล่าวว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบข้อเสนอโครงการ 1 กรม 1 โปร่งใส ไร้เทา เพื่อให้แต่ละหน่วยงานของรัฐคัดเลือกงานบริการหรือกระบวนการทำงานที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริตสูงมาพัฒนา นำมาปรับแก้กระบวนการอนุมัติของหน่วยงานแต่ละเรื่อง ซึ่งจะมีการทำงานร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ว่าหน่วยงานใดมีความสุ่มเสี่ยง และนำไปปรับแก้เพื่อเสนอกลับเข้ามา และพิจารณาว่า มีการแก้ไขจริงหรือไม่ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เป้าหมายครอบคลุมหน่วยงานของรัฐ 335 แห่ง นี่คือความจริงใจของรัฐบาลในการแก้ไขระบบอนุมัติ อนุญาต ไม่ให้เกิดการทุจริตและเรียกรับสินบนในภาครัฐ ซึ่งจะทำให้เกิดผลระยะแรกภายใน 6 เดือน

ส่วนนายมานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) กล่าวว่า รู้สึกตื่นเต้น เพราะเป็นการเอาข้อมูลมาดูร่วมกันระหว่างภาคเอกชน ประชาชน และภาครัฐ ซึ่ง 2 เดือนที่ผ่านมา มีการพูดคุยมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความมั่นใจว่า จากนี้ไปทุกภาคส่วนจะทำงานอย่างไร ทั้งนี้ วันนี้สิ่งที่เห็นเพิ่มเติม คือ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก และตั้งคณะอนุกรรมการอำนวยการต่อต้านสินบนและความเสี่ยงทุจริตภาครัฐ ว่าจะมีการขยับตัวอย่างไร และมีการพูดถึงการทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่นอย่างเปิดเผย เชื่อว่า ข้อมูลที่สร้างการรับรู้ในครั้งนี้จะส่งต่อไปถึงสังคมไทยในวงกว้าง ทั้งนักธุรกิจ นักลงทุน และสื่อสารไปยังองค์กรระหว่างประเทศที่อยู่ในประเทศไทย รวมถึงจะส่งผลดีต่อการประเมินดัชนีความโปร่งใสของประเทศไทยได้