เมื่อวันที่ 17 ส.ค. นางอุดมพร เอกเอี่ยม ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เรื่อง ขอความอนุเคราะห์ถวายความปลอดภัยคณะสงฆ์และเร่งรัดการเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน ระบุว่า ตามกรณีข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ณ วัดป่าอดุลยาราม ต.ในเมือง อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น ซึ่งกรณีดังกล่าวกระทบต่อการประกอบศาสนกิจของคณะสงฆ์และก่อให้เกิดความห่วงใยแก่พุทธศาสนิกชน นั้น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อเป็นการปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ ตลอดจนให้พระภิกษุสามเณรสามารถปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างสงบเรียบร้อย จึงขอความอนุเคราะห์ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นพิจารณาดำเนินการ ดังนี้

1. โปรดสั่งการไปยังหน่วยงานความมั่นคงหรือหน่วยงานดูแลความสงบในพื้นที่พิจารณาจัดกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยภายในบริเวณวัดป่าอดุลยาราม รวมทั้งถวายความปลอดภัยแก่เจ้าอาวาส พระภิกษุและสามเณรภายในวัด เพื่อป้องกันเหตุร้าย หรือการกระทำใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย

2. สำหรับประเด็นที่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินอันเป็นที่ตั้งของวัดป่าอดุลยาราม ซึ่งแต่เดิมปรากฏชื่อนายเฮียง พิมพ์ศรี เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์นั้น ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติแล้วว่า ศาลจังหวัดขอนแก่นได้มีคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ 734/2547คดีหมายเลขแดงที่ 2460/2548 กรณีนางนางหรือน้อย พิมพ์ศรี เป็นโจทก์ ฟ้องวัดป่าอดุลยาราม เป็นจำเลย เพื่อขับไล่และเพิกถอนนิติกรรม โดยศาลมีคำวินิจฉัยว่า นายเฮียง พิมพ์ศรี ได้อุทิศและส่งมอบที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อสร้างวัดตั้งแต่ต้น การอุทิศที่ดินเพื่อเป็นที่สร้างวัดจึงมีผลสมบูรณ์ และที่ดินดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดป่าอดุลยารามโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์หรือทายาทจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องหรือขับไล่วัด ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มีคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ 135/2549 คดีหมายเลขแดงที่ 2975/2551 ยืนตามศาลชั้นต้น และต่อมาศาลฎีกาได้มีคำสั่ง ที่ 9024/2555 ไม่รับฎีกาของโจทก์ คดีจึงถึงที่สุด อีกทั้งในคดีที่นางบัวไข สรสมุทร ผู้จัดการมรดกของนายเฮียง พิมพ์ศรี เป็นโจทก์ฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น เทศบาลนครขอนแก่น และวัดป่าอดุลยาราม เป็นจำเลย เพื่อเพิกถอนนิติกรรมและขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน ศาลจังหวัดขอนแก่นได้มีคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ พ 1350/2563 คดีหมายเลขแดงที่ พ 1951/2566 ให้ยกฟ้องโจทก์ และต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มีคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ 134/2568 คดีหมายเลขแดงที่ 3344/2568 ยืนตามศาลชั้นต้น

เมื่อวันที่ 14 ส.ค.2569 วัดป่าอดุลยาราม ได้นำโฉนดที่ดินฉบับจริงไปแสดงต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นเพื่อคัดค้านการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินที่มีผู้ยื่นไว้ พร้อมทั้งขอเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน ซึ่งกรณีดังกล่าวอยู่ในอำนาจของสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นที่จะดำเนินการได้ตามหนังสือตอบข้อหารือของกรมที่ดิน ที่ มท. 0515.2/13272 ลงวันที่ 18 มิ.ย.2569 กรณีการขอรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งมีผู้แสดงเจตนาตามสัญญาตกลงยกที่ดินให้สร้างวัดโดยสรุปว่า เนื่องจากที่ดินแปลงดังกล่าวได้ตกเป็นของแผ่นดินโดยเป็นที่วัดตามมาตรา 33 (1)  และเป็นศาสนสมบัติของวัดตามมาตรา 40 (2) แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และถือว่าเป็นกรณีที่ได้มาโดยประการอื่นนอกจากทางนิติกรรม ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ข้อ 9 (3) ดังนั้นเมื่อมีการตั้งวัดและวัดมีสภาพเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว หากวัดมีความประสงค์ขอจดทะเบียนให้ปรากฏสิทธิทางทะเบียนในที่ดินแปลงดังกล่าว ย่อมสามารถดำเนินการได้โดยขอจดทะเบียนประเภท “โอนเป็นที่วัด” รายละเอียดปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วย

ดังนั้น เพื่อให้การบริหารจัดการศาสนสมบัติของวัดเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สอดคล้องกับคำพิพากษาของศาลและหนังสือตอบข้อหารือของกรมที่ดิน ตลอดจนเกิดความมั่นคงต่อพระพุทธศาสนา จึงขอความอนุเคราะห์ท่านเร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินจากนายเฮียง พิมพ์ศรี เป็นชื่อของวัดป่าอดุลยารามให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป

พร้อมกันนี้ยังได้มีการแนบสำเนาหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท. 0515.2/13272 ลงวันที่ 18 มิ.ย.2569 ไปพร้อมกับหนังสือจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่ส่งถึงผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นด้วย