เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. นายปิยวัฒน์ ปิ่นประชาสรร อาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวถึงการที่รัฐบาลตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย ยกระดับบทบาท กรอ. ให้ทำหน้าที่เสมือน “คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจพลัส” ว่า ถือเป็นการปรับวิธีคิดในการบริหารเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับสถานการณ์โลกในปัจจุบัน เพราะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่สามารถอาศัยภาครัฐเป็นผู้กำหนดนโยบายเพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป
“วันนี้หมดเวลาที่ภาครัฐจะคิดเอง ทำเอง และตัดสินใจเองทั้งหมดแล้ว เพราะผู้ที่อยู่หน้างานจริงคือภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ เกษตรกร และแรงงาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายโดยตรง หากไม่รับฟังเสียงของคนเหล่านี้ นโยบายจำนวนมากอาจไม่ตอบโจทย์ความเป็นจริง” นายปิยวัฒน์ กล่าว
การเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาอยู่ในกลไกตัดสินใจตั้งแต่ต้นทาง จะช่วยให้รัฐบาลได้รับข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน เห็นปัญหาจริง และสามารถออกมาตรการได้ตรงจุดมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความผันผวนจากการแข่งขันทางการค้า เทคโนโลยี และความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ภาครัฐมีหน้าที่กำหนดทิศทางและกติกา แต่ภาคเอกชนคือคนที่ลงสนามแข่งขันจริง ถ้าจะเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ก็ต้องฟังคนที่เผชิญปัญหาจริงทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องต้นทุนพลังงาน กฎระเบียบ การลงทุน
แนวคิดของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้ กรอ. ประชุมอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน หรือทุก 6 สัปดาห์ จะทำให้การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมีความต่อเนื่อง ไม่ต้องรอให้เกิดวิกฤติแล้วค่อยเรียกประชุมเป็นครั้งคราว ที่สำคัญคือ ต้องทำให้เวทีนี้เป็นพื้นที่รับฟังอย่างแท้จริง และสามารถผลักดันข้อเสนอไปสู่การปฏิบัติได้รวดเร็ว
ในยุคที่การแข่งขันทางเศรษฐกิจรุนแรงขึ้น ประเทศที่ประสบความสำเร็จล้วนใช้แนวทาง “รัฐ-เอกชนร่วมคิด ร่วมทำ” มากกว่าการบริหารแบบรวมศูนย์ ดังนั้นการยกระดับ กรอ. เป็น “ครม.เศรษฐกิจพลัส” จึงถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนว่ารัฐบาลกำลังเปิดรับความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว เมื่อมีแนวคิดที่ดีแล้ว ต้องตามดูผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมต่อไป



