เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเปิดงานสัมมนาวิชาการ ครั้งที่ 15 เรื่อง “Tunnel Construction and Maintenance Technology” จัดโดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ว่า การสัมมนาครั้งนี้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเทคโนโลยีด้านการก่อสร้าง และบำรุงรักษาอุโมงค์ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น เยอรมนี สาธารณรัฐเกาหลี และสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพบุคลากร พร้อมสนับสนุนการพัฒนาโครงข่ายทางพิเศษ (ด่วน) ของประเทศให้มีความทันสมัย และปลอดภัย

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ กทพ. เตรียมก่อสร้างโครงการทางด่วนจังหวัดภูเก็ต ระยะ (เฟส) ที่ 1 ช่วงกะทู้–ป่าตอง ซึ่งมีการขุดอุโมงค์ทะลุภูเขาด้วย จึงจำเป็นต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยีวิศวกรรมที่ทันสมัย การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และการบำรุงรักษาตามมาตรฐานสากล เพื่อให้เกิดความปลอดภัย และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด นับเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยองค์ความรู้ และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญทั้งใน และต่างประเทศ นอกจากนี้ให้ กทพ. นำอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการก่อสร้างอุโมงค์ในประเทศไทย มาเป็นบทเรียน และหามาตรการป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำรอย

นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการ กทพ. กล่าวว่า การสัมมนาครั้งนี้ กทพ. มุ่งเน้นเทคโนโลยีด้านการก่อสร้าง และบำรุงรักษาอุโมงค์ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการดำเนินโครงการทางด่วนจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 ช่วงกะทู้–ป่าตอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพของบุคลากรทั้งด้านการวางแผน การก่อสร้าง การตรวจสอบ และการบำรุงรักษาอุโมงค์ ตามมาตรฐานสากล โดยญี่ปุ่น ได้นำเสนอการใช้เทคโนโลยี เน้นวิธีก่อสร้างแบบไร้ร่องขุด (Trenchless) ในพื้นที่ซับซ้อน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการจราจรบนผิวดิน และมาตรการความปลอดภัยในอุโมงค์,

เกาหลีใต้ นำเสนอการบำรุงรักษาอุโมงค์ และการใช้ระบบป้องกันภัยอัจฉริยะ, จีน นำเสนอเทคโนโลยี TBM ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สำหรับการขุดเจาะอุโมงค์ที่มีประสิทธิภาพ และปลอดภัยสูง ซึ่งจีนเคยมีการขุดเจาะอุโมงค์ขนาด 17 เมตรสำเร็จมาแล้ว และเยอรมัน นำเสนอเกี่ยวกับเทคนิคการก่อสร้างอุโมงค์ให้มีความปลอดภัยมากขึ้น

อย่างไรก็ตามขณะนี้โครงการทางด่วนจังหวัดภูเก็ต เฟสที่ 1 ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการ (บอร์ด) กทพ.แล้ว คาดว่าจะเสนอกระทรวงคมนาคมในเดือน ก.ค.2569 เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป หากเห็นชอบ กทพ. ตั้งเป้าหมายจะเปิดประกวดราคาในปี 2569 เริ่มก่อสร้างปี 2570 เปิดบริการปี 2574
นายสุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันงานเวนคืนที่ดิน วงเงินประมาณ 6 พันล้านบาท มีความคืบหน้ากว่า 99% คาดว่าจะแล้วเสร็จ ครบ 100% ในเดือน ก.ย.2569 อย่างไรก็ตามสำหรับวงเงินก่อสร้างโครงการทางด่วนภูเก็ต เฟสที่ 1 ยังกรอบวงเงินเดิม 1.1 หมื่นล้านบาท แต่ได้ปรับลดขนาดอุโมงค์ให้เล็กลงจาก 17 เมตร เหลือ 14 เมตร โดยลดในส่วนของไหล่ทางลง ถือเป็นอุโมงค์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยดำเนินการมา โดยสูงสุดอยู่ที่ขนาด 11 เมตร

ส่วนเรื่องค่าผ่านทางด่วนนั้น ไม่ได้ให้ใช้บริการฟรี แต่ได้ลดค่าผ่านทางลง โดยรถมอเตอร์ไซค์ จากเดิม 15 บาท เหลือ 10 บาท, รถ 4 ล้อ เดิม 40 บาท เหลือ 20 บาท, รถ 6-10 ล้อ เดิม 80 บาท เหลือ 40 บาท และรถมากกว่า 10 ล้อ เดิม 125 บาท เหลือ 60 บาท ทั้งนี้คาดว่าเมื่อเปิดให้บริการจะมีปริมาณจราจรประมาณ 7 หมื่นคันต่อวัน ยอมรับว่าการลดค่าผ่านทางทำให้รายได้หายไปกว่า 50% ซึ่ง กทพ. จะหารายได้เพิ่มจากการพัฒนาธุรกิจทดแทน อาทิ จุดพักรถ (Rest Area)
นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนโครงการทางด่วนภูเก็ต เฟสที่ 2 ช่วงเมืองใหม่-เกาะแก้ว-กะทู้ ระยะทาง 30.62 กม. ยังอยู่ระหว่างการทบทวนกรอบวงเงินค่าก่อสร้าง เนื่องจากราคาค่าวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างปรับเพิ่มสูงขึ้น เบื้องต้นคาดว่าจะเสนอให้ ครม. พิจารณาภายในปี 2569 โดย กทพ. วางเป้าหมายจะให้การดำเนินงานเหลื่อมกัน 1 ปี เพื่อให้ทั้ง 2 เฟส เปิดให้บริการพร้อมกันในปี 2574 ทั้งนี้เฟสที่ 1 ใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี ส่วนเฟสที่ 2 ใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี เริ่มสร้างปี 2571



