วันที่ 26 มิ.ย. นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ที่มี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ว่าที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าของคณะอนุกรรมการทั้ง 3 ชุด และได้สั่งการให้ทบทวนข้อมูลทุกมิติให้เป็นปัจจุบัน โดยกำหนดการศึกษาอยู่ในกรอบเวลาการทำงาน 90 วัน

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการด้านการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ได้พิจารณาสมมุติฐานที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ใช้ในการประเมินความเหมาะสม 

โดยมีประเด็นสำคัญทางเศรษฐศาสตร์ที่ต้องกลับไปศึกษาเพิ่มเติม ได้แก่ 1.ความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ (Commercial Viability) โดยใช้การประเมินปริมาณสินค้าที่คาดว่าจะเข้ามาใช้บริการจริง

2.การประเมินต้นทุนและประสิทธิภาพโลจิสติกส์ โดยเน้นที่การเปรียบเทียบต้นทุนและระยะเวลาที่ประหยัดได้เมื่อเทียบกับเส้นทางเดิม

3.ความสามารถด้านศักยภาพในการดึงดูดสายการเดินเรือขนาดใหญ่ และประสิทธิภาพในการถ่ายลำสินค้า (Transshipment) ระหว่างเรือขึ้นรถไฟไปยังอีกฝั่งทะเล

ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวจะถูกนำกลับมาพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้งในการประชุมวันที่ 3 กรกฎาคมนี้

สำหรับในด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม (ESG) คณะอนุกรรมการฯ ได้หารือร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิ ครอบคลุมผลกระทบจากการก่อสร้างมอเตอร์เวย์ รถไฟ และท่าเรือน้ำลึกที่จังหวัดระนอง โดยเฉพาะปัญหาฝุ่นตะกอนจากการขุดลอกร่องน้ำ การสูญเสียพื้นที่ป่า และผลกระทบต่อเศรษฐกิจระดับฐานราก ทั้งอาชีพและรายได้ของประชาชนในพื้นที่

สำหรับกรณีที่ นางสาวธม​ สินสุวรรณ​ ผู้แทนภาคประชาชนจากเครือข่ายรักษ์ระนอง ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการนั้น นายดนุชา กล่าวว่ารู้สึกเสียดายที่ขาดตัวแทนสะท้อนข้อเท็จจริงจากพื้นที่ แต่ยืนยันว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อไทม์ไลน์การพิจารณา 

ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องการรวบรัดโครงการนั้นไม่เป็นความจริง โดยระบุว่า ภาครัฐเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและผู้แทนประชาชนร่วมสังเกตการณ์ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อความโปร่งใสสูงสุด

นายดนุชา กล่าวว่า นอกเหนือจากความคุ้มค่าภายในประเทศแล้ว ยังต้องพิจารณาด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่ถือเป็นตัวแปรสำคัญที่คณะกรรมการฯ นำมาประเมินความเสี่ยง ทั้งในแง่แนวโน้มการค้าโลก ภาวะการชะลอตัวของการขนส่งสินค้า และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกระทบต่อประเทศไทย

ส่วนข้อเรียกร้องให้ทบทวนร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) คณะกรรมการฯ กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาข้อดีข้อเสียทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา

“หากผลการศึกษาชี้ชัดว่าโครงการมีความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ จึงจะก้าวเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณารูปแบบการลงทุนและขนาดของโครงการ ส่วนประเด็นการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ (FDI) ยังเป็นกระบวนการในระยะถัดไป ไม่ใช่สิ่งที่กำลังพิจารณาในขณะนี้” นายดนุชา กล่าว

ทั้งนี้ คาดว่าคณะกรรมการฯ จะสามารถสรุปผลการศึกษาทั้งหมดได้ในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ ก่อนเสนอรายงานฉบับสมบูรณ์ต่อนายกรัฐมนตรี โดยในระหว่างนี้จะยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขหรือผลประเมินเชิงลึก เพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อนในการตีความข้อมูลที่ยังไม่สิ้นสุด