สวัสดีวันหยุด พบกับสารพันสาระยานยนต์ไปกับ “อ้วนซ่า แอบซิ่ง” อีกเช่นเคย ในวันนี้เป็นเรื่องราวของแบรนด์รถยนต์ใหม่ระดับพรีเมี่ยมจากประเทศจีนที่พึ่งจะเปิดตัวไปในบ้านเรา นั่นก็คือ “หงษ์ฉี” (Hongqi) ยานยนต์ระดับศักดินาของประเทศจีน
คำว่า หงษ์ฉี นั้นเป็นภาษาจีนกลาง แปลว่า “ธงแดง” อันเป็นสัญลักษณ์ของธงชาติประเทศจีนนั่นเอง และรถยนต์จากแบรนด์หงษ์ฉี นี้ได้รับเลือกให้ใช้งานเป็นรถสำหรับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลจีน รวมไปถึงเป็นรถประจำตำแหน่งของ ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ ไล่มาจนถึงประธานาธิบดีจีน มาโดยตลอด

หงษ์ฉี นี้เป็นหนึ่งในแบรนด์รถยนต์ที่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1958 เป็นรถยนต์ระดับสูงของค่าย FAW หรือ First Automobile Works อันหมายความถึงการเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกของสาธารณรัฐประชาชนจีน และเป็นบริษัทรถยนต์ที่มีรัฐเป็นเจ้าของที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั่นเอง โดยรถยนต์ในค่าย FAW นี้มีด้วยกัน 2 แบรนด์คือ หงษ์ฉี และ เบสต์จูน (Bestune) และนอกจากนั้น FAW เองก็ยังเป็นผู้ผลิตให้กับรถยนต์จากยุโรปและญี่ปุ่นในประเทศจีน อาทิ โฟล์คสวาเกน อาวดี้ และโตโยต้า อีกด้วย โดยปัจจุบันนี้รถยนต์หงษ์ฉี ได้ถูกส่งออกไปยัง ตะวันออกกลาง ยุโรป และล่าสุดนี้ก็คือ การผลิต และส่งออกเวอร์ชั่นพวงมาลัยขวามายังประเทศไทย และประเทศอื่นๆในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย นั่นเอง

รถยนต์รุ่นแรกของ หงษ์ฉี ที่นำมาเปิดตัวให้เราได้สัมผัสกันก็คือ เอสยูวีไฟฟ้าระดับพรีเมี่ยม 6 ที่นั่ง รุ่น E-HS9 ซึ่งผู้ที่นำเข้ามานั้นก็คือ หนึ่งในดีลเลอร์รายใหญ่ที่อยู่ในวงการรถยนต์มาแล้วกว่า 70 ปี นั่นก็คือ “เมโทร กรุ๊ป” (Metro Group) ของครอบครัวบุญวิสุทธิ์ ผู้เป็นผู้แทนรถยนต์มาหลายยี่ห้อ ในชื่อของโตโยต้ามหานคร, เมอร์ซีดีส เบนซ์ ในชื่อของ เมโทร ออโต้เฮาส์, ฮอนด้า ในชื่อของ เมโทร ฮอนด้า, มิตซูบิชิ ในชื่อของ มิตซู เมโทร รวมไปถึงรถไฟฟ้าไฮเทคจากจีน อย่าง “ซีเกอร์” (Zeekr) ในชื่อของ ซีเกอร์ เมโทร โดยโชว์รูมแรกของแบรนด์ หงษ์ฉี จะตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าหรู “วัน แบงคอก” (One Bangkok) บนย่านถนนวิทยุนั่นเอง

ด้านรูปลักษณ์นั้น รถยนต์เอสยูวีไฟฟ้า 100% รุ่น E-HS9 มีความสง่างาม แต่ก็น่าเกรงขาม และโดดเด่นแตกต่างจากรถรุ่นอื่นๆบนท้องถนน ด้วยการใช้กระจังหน้าขนาดใหญ่ที่มีเส้นตั้งจำนวนมากถึง 12 เส้น สร้างภาพลักษณ์ที่น่ายำเกรง และมาพร้อมเอกลักษณ์ประจำตัวของแบรนด์นั่นก็คือ แถบเส้นตั้งสีแดงที่เรืองแสงในยามค่ำคืน อันสื่อถึง “ธงแดง” ที่ปลิวไสวยามรถพุ่งทะยานไปข้างหน้า แต่น่าเสียดายคือ ในบ้านเรานั้นมีจำหน่ายเพียง 3 สีคือ สีน้ำเงิน สีดำ และสีขาว แต่ในประเทศจีนมีเวอร์ชั่นทูโทน 2 สี ที่สวยเอาเรื่องทีเดียว

เปิดตัวด้วยราคา 2.99 ล้านบาท (สำหรับลูกค้า 400 ท่านแรก) เป็นรถแบบฟูลไซล์ ลักซัวรี 3 แถว 6 ที่นั่ง มีความยาวถึง 5.2 เมตร กว้างถึง 2.01 เมตร และมีฐานล้อยาวถึง 3.1 เมตร มีสเปคหลักคือ แบตเตอรี่ขนาดใหญ่พิเศษ 120 กิโลวัตต์ชั่วโมง ส่งกำลังลงสู่มอเตอร์ด้านหน้าและหลัง มีพละกำลังรวม 493 แรงม้า และแรงบิด 606 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 ได้ใน 5.5 วินาที ,ความเร็วสูงสุด 200 กิโลเมตร/ชั่วโมง และสามารถขับได้ไกลถึง 690 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC (548 กิโลเมตร ตามาตรฐาน WLTP) ส่วนด้านช่วงล่างนั้นสบายหายห่วงด้วยระบบช่วงล่างแบบถุงลม

ด้านห้องโดยสารนั้น ต้องขอบอกตามตรงว่า ในเวอร์ชั่นพวงมาลัยซ้ายนั้นจะดูมีความอนุรักษ์นิยมกว่าอย่างชัดเจน คือดูแล้วใกล้เคียงกันโรลส์รอยส์ แต่ในรุ่นพวงมาลัยขวานั้น ได้รับการออกแบบใหม่หมดให้มีความร่วมสมัยคือใช้จอภาพขนาดใหญ่พิเศษ 2 จอต่อกัน ผู้โดยสารตอนหน้าสามารถสนุกกับคอนเทนต์ต่างๆได้โดยไม่รบกวนผู้ขับขี่ ซึ่งความหรูหราที่ลดลงนี้ อาจจะไม่มีผลมาก เพราะสำหรับราคา 2.99 ล้าน นี่ก็ยังถือได้ว่าคุ้มค่าอยู่ดี
เรียกว่าน่าจะต้องใช้เวลา และการพิสูจน์ตัวเองอีกระยะหนึ่งเลยทีเดียวสำหรับแบรนด์หรูสายพันธ์จีน ที่อาจจะมีชื่อแบรนด์ที่ขัดหูคนไทยส่วนใหญ่ไม่น้อย แต่ถามว่าคุ้มไหมก็ต้องบอกว่า “บาทต่อบาท” ก็คุ้มอยู่ แต่การจะเป็นรถหรูที่ใช้แล้วภาคภูมิใจ มันไม่ได้มองกันแค่ความคุ้ม ใช่หรือไม่ใช่!






