ริ้วธงแสดงความยินดีที่เคยโบกสะบัดต้อนรับบัณฑิตภายในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ในวันแห่งความภาคภูมิใจของผู้สำเร็จการศึกษา อาจดูเหมือนจะสิ้นสุดหน้าที่ลงหลังพิธีพระราชทานปริญญาบัตรผ่านพ้นไป แต่วันนี้วัสดุเหล่านั้นไม่ได้จบลงด้วยการเป็นขยะ หากกลับได้รับชีวิตใหม่ผ่านการแปรรูปเป็น “กระเป๋าจากริ้วธงบัณฑิต” ที่มีทั้งความสวยงาม คุณค่าทางจิตใจ และสะท้อนถึงแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)
แนวคิดดังกล่าวไม่ใช่เพียงกิจกรรมรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เป็นการนำวัสดุเหลือใช้กลับมาสร้างมูลค่าเพิ่ม (Upcycling) เปลี่ยนความทรงจำอันแสนพิเศษของบัณฑิตและทุกคนที่ได้พบเห็น ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์แฟชั่นที่มีเอกลักษณ์ พร้อมลดปริมาณขยะและลดการใช้วัสดุแบบใช้ครั้งเดียว ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการมุ่งสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม
ศาสตราจารย์ ดร.สุเมธ ไชยประพัทธ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า การนำริ้วธงแสดงความยินดีกับบัณฑิตมาแปรรูปเป็นกระเป๋า เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายมหาวิทยาลัยในการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือทิ้งและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้สอดคล้องกับแนวคิดการจัดงาน “Carbon Event” ตลอดการจัดพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2567 มหาวิทยาลัยได้ดำเนินมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) การรณรงค์ให้บัณฑิตและญาติที่เดินทางมาจากเส้นทางเดียวกันใช้รถร่วมกันเพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง การลดการใช้พลาสติกด้วยการเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษ รวมถึงการปรับสูจิบัตรให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลเพื่อลดการใช้ทรัพยากร

“กระเป๋าจากริ้วธงบัณฑิตมีคุณค่ามากกว่าการนำสิ่งของกลับมาใช้ใหม่ แต่เป็นสัญลักษณ์ความสำเร็จของบัณฑิต พร้อมปลูกฝังแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมให้กับนักศึกษา ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืนไว้ในรายวิชาต่าง ๆ เพื่อสร้างความตระหนักและส่งต่อแนวคิดสู่สังคมในอนาคต ควบคู่ไปกับการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์” ศาสตราจารย์ ดร.สุเมธ กล่าว
ศาสตราจารย์ ดร.สุเมธ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน เป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันรับมือ มหาวิทยาลัยในฐานะแหล่งสร้างองค์ความรู้ มีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดความรู้สู่สังคมผ่านหลักสูตรและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถปรับตัวและมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน โครงการแปรรูปริ้วธงบัณฑิตเป็นกระเป๋า เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ให้เกิดคุณค่าใหม่ พร้อมสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน ความเป็นกลางทางคาร์บอน และเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในอนาคต
ด้านพรสุรีย์ กอนันทา รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า ผลงานกระเป๋าที่ผลิตจากริ้วธงบัณฑิตของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มีคุณค่ามากกว่าการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ เพราะนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจของบัณฑิตแล้ว ยังสะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัยอีกด้วย ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดและหลักปฏิบัติของเชฟรอนที่มุ่งดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน
“เชฟรอนชื่นชมแนวคิดของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่มองหาโอกาสในการช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ กระเป๋าจากริ้วธงบัณฑิตเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงข้อดีหลายด้าน ทั้งในเรื่องของไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ตลอดจนคุณค่าทางจิตใจที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับสังคมในวงกว้าง” พรสุรีย์ กล่าว
พรสุรีย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เชฟรอนได้ร่วมงานกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี ในการขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำในจังหวัดสงขลา โดยเริ่มจากโครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพในสหกรณ์ยางพารา ต่อเนื่องมาสู่การสนับสนุนการจัดพิธีพระราชทานปริญญาบัตรในรูปแบบ “Carbon Event” ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย และล่าสุดคือการต่อยอดองค์ความรู้ผ่านการจัด Carbon Neutral Event Workshop เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา
“รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เชฟรอนได้ร่วมงานกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นสถาบันที่มีองค์ความรู้และความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสนับสนุนซึ่งกันและกัน แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญที่เชฟรอนได้เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับมหาวิทยาลัยในการร่วมกันสร้างสังคมที่ยั่งยืนต่อไป” พรสุรีย์ กล่าวทิ้งท้าย
จากริ้วธงที่เคยทำหน้าที่ถ่ายทอดความยินดีในวันแห่งความสำเร็จ วันนี้ได้ถูกส่งต่อเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเรื่องราวและคุณค่า เป็นเครื่องยืนยันว่าการดูแลสิ่งแวดล้อมไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากเรื่องใหญ่เสมอไป แต่สามารถเริ่มต้นได้จากการมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ และเปลี่ยนสิ่งของเหลือใช้ให้กลายเป็นความยั่งยืนที่จับต้องได้อย่างแท้จริง



