“ทีมข่าวนวัตกรรมขนส่งเดลินิวส์” สอบถามผู้เกี่ยวข้องในหน่วยงานด้านการบินของกระทรวงคมนาคม เรื่องมาตรการตรวจสอบวัตถุต้องสงสัยและยาเสพติด จากเหตุการณ์พนักงานต้อนรับ (แอร์โฮสเตส) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถูกจับซุกซ่อนยาเสพติดที่ประเทศออสเตรเลีย 1 กก. มูลค่ากว่า 500,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เข้าประเทศ
ได้รับข้อมูลว่า ทุกสนามบินทั่วประเทศให้ความสำคัญเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยตามข้อกำหนดขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) อยู่แล้ว โดยมีเครื่องเอกซเรย์ตรวจจับวัตถุต้องสงสัย อาทิ ระเบิด และอาวุธ เพื่อป้องกันไม่ให้ซุกซ่อนขึ้นเครื่องบินซึ่งอันตราย หากมีการซุกซ่อนหรือพกพา เครื่องสามารถสแกนพบและแจ้งเตือนทันที

อย่างไรก็ตามสำหรับกรณียาเสพติดนั้น หากมีการซุกซ่อนมิดชิดหลายชั้น เครื่องเอกซเรย์จะไม่สามารถตรวจสอบได้ นับเป็นช่องโหว่ ซึ่งจะหารือกับผู้เกี่ยวข้องเพื่อทบทวนมาตรการต่อไป นอกจากนี้ปกติหากมีการขนยาเสพติด ในการข่าวของหน่วยงานความมั่นคงจะประสานมาถึงมาตรการรองรับ โดยครั้งนี้ไม่มีการประสานด้านการข่าว
ขณะที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ได้ตรวจสอบข้อมูลพบว่า ลูกเรือเดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ โดยปฏิบัติหน้าที่บนเที่ยวบิน TG465 ออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2569 ผ่านขั้นตอนการตรวจเอกซเรย์ความปลอดภัยตามมาตรฐานครบถ้วน โดยเครื่องตรวจสัมภาระแสดงสถานะปกติ

ปัจจุบันสนามบินสุวรรณภูมิ ให้ความสำคัญเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยตามข้อกำหนดของ ICAO อยู่แล้ว โดยเน้นตรวจจับวัตถุต้องสงสัย อาทิ ระเบิด เพื่อป้องกันไม่ให้ซุกซ่อนขึ้นเครื่องบินซึ่งอันตราย เมื่อเครื่องเอกซเรย์แจ้งสถานะปกติ ไม่พบวัตถุระเบิด จึงผ่านขั้นตอนผู้โดยสารขาออก
สำหรับกรณีของการตรวจสอบยาเสพติดนั้น ที่ผ่านมาสนามบินทั่วโลกจะเน้นตรวจเฉพาะในเที่ยวบินขาเข้าประเทศในรูปแบบสุนัขดมกลิ่น เนื่องจากเครื่องเอกซเรย์ไม่สามารถตรวจยาเสพติดได้



