ตามรายงานผลคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ อันดับ 1 นายชัชชาติ ได้ 1,444,914 คะแนน อันดับ 2 ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ได้ 288,171 คะแนน และอันดับ 3 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ได้ 176 ,934 คะแนน
การเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 4,428,644 คน มีผู้มาใช้สิทธิ 2,201,739 คน คิดเป็นร้อยละ 49 ส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสก. มีจำนวน 4,384,693 คน มีผู้มาใช้สิทธิ 2,077,921 คน คิดเป็นร้อยละ 47.4
ผลคะแนน “เต็งหนึ่ง” มากถึง 1.4 ล้านเสียง และอันดับรองม้ามืด กลายเป็นประเด็นหักปากกาเซียน ที่น่าชวนวิเคราะห์ เหตุใดผลลัพธ์จึงออกมาเช่นนี้

“ทีมข่าวชุมชนเมือง เดลินิวส์” พูดคุยกับ รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย รองศาสตราจารย์ประจำสาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์คะแนนเสียงที่เลือกนายชัชชาติท่วมท้นว่า กำลังสะท้อนให้เห็นคำว่า “นอนมา” กับคำว่า “อากง” ทำอะไรนายชัชชาติไม่ได้ แคมเปญ “นอนมา ไม่นอนหลับทับสิทธิ” ที่พยายามนำเสนอ “มีผล” รวมถึงการหาเสียงโค้งสุดท้าย 24 ชม. และการใช้โซเชียลมีเดียที่ทำให้ไม่เสียเปรียบพรรคประชาชนที่เก่งโซเชียลมีเดียเช่นกัน

ขณะช่วงแรกที่นายชัชชาติกังวลเรื่องคนออกมาใช้สิทธิน้อยจะมีผลต่อคะแนนของตัวเอง แคมเปญไม่นอนหลับทับสิทธิก็มีผลอย่างมาก และสิ่งที่มีผลอีกอย่างคือ คนที่ต้องการเลือกนายชัชชาติก็ออกมาเลือก ส่วนคนที่ไม่ได้ใช้สิทธิหรือคนที่ไม่ได้ต้องการเลือกนายชัชชาติก็ไม่ได้เลือก

เรื่องของ “ระบอบอากง” เป็นเพราะผู้จุดประกายไม่ได้ขับเคลื่อนต่อให้ชัดเจนคือ ไม่ได้มีหลักฐานนำมาต่อให้ชัดแจ้ง ทำให้ประเด็นเหล่านี้ดูลอย ๆ แม้จะไปยื่นเรื่องต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่ในสาธารณะจะเห็นในแง่ประเด็นเรื่องการโยงใยไปสู่ทีมที่ปรึกษานายชัชชาติแค่นั้น แต่หลักฐานโยงใยไปแล้วมีผลอะไรก็ยังไม่เห็น
“ทำให้ประเด็นระบอบอากงไม่ได้มีน้ำหนักมากนักในช่วงหลัง แต่ในทางกลับกันอาจจะไปเรียกคะแนนสงสารจากทางฝั่งแฟนคลับให้ออกมาช่วยกันระดมคะแนนให้ด้วย”

รศ.ดร.ยุทธพร วิเคราะห์เพิ่มเติมถึงคะแนนเสียงดร.มัลลิกา ที่มาแรงแซงพรรคใหญ่ โดยได้มากกว่า 280,000 เสียงว่า ครั้งนี้จำนวนผู้ใช้สิทธิไม่มาก ประมาณ 2 ล้านคน ขณะเดียวกันคะแนนเสียงของนายชัชชาติเรียกว่าทำ “นิวไฮ” ส่วนคะแนน ดร.มัลลิกาเรียกว่ามาเหนือความคาดหมาย และมากกว่าคนได้อันดับ 2 จากการเลือกตั้งรอบก่อน สะท้อนว่าคนที่ออกมาเลือกตั้ง คือคนที่ตั้งใจไปเลือกนายชัชชาติ และคนที่ตั้งใจไปเลือกดร.มัลลิกา เป็นการเลือกที่เกี่ยวกับเรื่องขั้วทางการเมืองชัดเจน

รวมถึงการที่ดร.มัลลิกา พยายามนำเสนอภาพ “กล้า ท้า ชน” ซึ่งครั้งนี้ไม่มีใครนำเสนอภาพแบบนี้ เพราะหากเทียบกับครั้งก่อนคนที่เสนอภาพนี้คือ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร จากพรรคก้าวไกลในขณะนั้น นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ดร.มัลลิกา เก็บคะแนนจากแฟนคลับที่ชื่นชอบภาพในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน ประกอบกับการได้คะแนนจากฝั่งอนุรักษนิยม ซึ่งเป็นแฟนคลับของตนเองอยู่แล้ว
และอีกปัจจัยคือโซเชียลมีเดียที่ดร.มัลลิกา ไม่ได้มาใช้แค่ตอนลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. แต่ใช้มาตลอดอยู่แล้ว เช่น การไลฟ์สด ทำให้มีพื้นที่ในโซเชียลมีเดียต่อเนื่อง ประเด็นเหล่านี้จึงเป็นปัจจัยความสำเร็จอย่างที่เห็น.
ทีมข่าวชุมชนเมือง รายงาน



