หลังจากที่ทำเอาบรรดาขาเม้าท์และแฟนคลับพากันนั่งไม่ติดเก้าอี้ แอบกังวลในความสัมพันธ์ของคู่รักต่างวัยอย่างพระเอกรุ่นใหญ่ใจบุญ “ไทด์-เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์” และนางเอกสาวตาคมมากฝีมือ “ทับทิม-อัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์” ที่พักหลังกลิ่นอายความหวานดูจางลง ไร้ภาพคู่และคลิปมุ้งมิ้งจนคนคิดว่ารักล่มหรือเปล่า

ล่าสุดทั้งคู่ได้ควงแขนกันมาร่วมงานเปิดตัวโปรเจกต์สารคดีท่องเที่ยว Welcome Home พร้อมเคลียร์สยบทุกข่าวลือ ยืนยันขาเตียงยังแข็งแรง แถมแอบวางแพลน อนาคตร่วมกันเรียบร้อยแล้ว
งานนี้พี่ไทด์ เผยว่า “ที่ทำนู่นทำนี่ด้วยกันหลายคนบอกว่าหาเงินแต่งงาน ใช่ครับ รากฐานปลูกไว้ก่อน เพราะว่าสมัยนี้หาเงินมันหายาก แต่เป็นหนี้ง่ายนิดเดียว เวลาจะทำอะไรเราก็บอกน้องอยู่ตลอดเวลา ถ้าจะทำอะไรแล้วเราไม่มีเงินสด หรือว่าเราไม่มีเงินที่จะทำก็อย่าทำ อย่าเป็นหนี้ ขอร้องเลยชีวิตนี้อย่าเป็นหนี้เด็ดขาด เพราะเป็นหนี้เราจะรู้สึกว่าพอเราทุกข์เราก็จะตรอมใจ ทำเงินมาเท่าไหร่หามาเท่าไหร่เราก็ต้องใช้หนี้ ใช้ดอกเบี้ยเขาไป เราต้องมีเงินเก็บให้มันมั่นคง แล้วชีวิตเราจะเริ่มเดินไปข้างหน้า แต่สุดท้ายแล้วมันก็ขึ้นอยู่กับเรตติ้งนี่แหละครับ (หัวเราะ)
อันนี้คือการเก็บสร้างเนื้อสร้างตัวหรือเปล่า ใช่ครับ ยอมรับ ถามว่าจะสร้างตัวสักกี่ปี แล้วแต่ว่าสมมติได้มาเยอะ จริงๆ เราไม่ได้ทำแค่ตรงนี้ เรายังมีธุรกิจของเราอีกที่จะทำต่อไปในอนาคต ก็จะได้วางรากฐานไว้แล้วเหมือนกัน เราจะทำหลายๆ ทางที่ความสามารถของทับทิมที่มีอยู่ อนาคตวันข้างหน้าเราไม่รู้ว่าอะไรมันจะเกิดขึ้น หรือวันพรุ่งนี้ผมอาจจะเสียชีวิตไปโดยที่ไม่รู้ เขาอาจจะอยู่คนเดียวก็สบาย คือเราเป็นห่วงเขา เขามีทุกสิ่งทุกอย่างโดยที่ไม่เป็นหนี้ เราก็ให้เขาดำเนินการไป

ถามว่ายังเหลืออีกเยอะไหมที่จะขอเขาแต่งงาน (นับนิ้ว) คือจะลงทุนอะไรไปมันก็ต้องคิด คิดว่าสิ่งที่เราลงไปแล้วเนี่ย มันให้การตอบสนองตอบรับเรามาได้ขนาดไหน ไม่ใช่มีเท่าไหร่ก็ลง มันไม่ได้ผลตอบแทนมา มันก็ไม่รู้จะลงไปทำไม แต่สิ่งที่เราจะทำมันสามารถที่จะเป็นรูปธรรมไม่ใช่แค่นามธรรม รูปธรรมสามารถเก็บเกี่ยวได้ สามารถเป็นรูปเป็นร่าง สามารถเป็นสิ่งที่เราสองคนจะดำเนินการด้วยพละกำลัง ด้วยสมอง ด้วยอะไรต่างๆ ของน้องเขา ที่จะดำเนินการธุรกิจดำเนินการของเราสองคน และธุรกิจของครอบครัวเขาด้วย ส่วนผมเองอายุเยอะแล้ว ไม่ได้มีอะไร ทุกวันนี้ก็อยู่ให้มีความสุขอย่างเดียว ก็ต้องฝากชีวิตไว้กับเขา น้องเขาจะเขี่ยทิ้ง จะปัดออกไปเมื่อไหร่ก็แล้วแต่เขา (ทับทิม : ล็อกไว้แล้ว)
ส่วนคุณแม่ของทับทิมไฟเขียวหรือยัง เขียวปุ๊บ แล้วก็เหลือง แล้วก็แดง พอแดงเสร็จแล้วก็เขียวแล้วก็เหลืองแล้วก็แดง ถามว่าแล้วแต่เวลาหรอ ใช่ ก็แล้วแต่เขา บางทีผมทำอะไรที่ไม่ถูกใจ เขาก็ตัดพ้อ ลูกสาวเขาก็ยังสาวยังสวย เราก็เข้าใจแหละ แล้วก็พยายามทำให้เขาเห็น พอเขาพูดอะไรขึ้นมาเราก็ทำให้เขาเห็นว่า เราไม่ได้ทำในสิ่งที่เขาพูดนะ เราก็ต้องพิสูจน์ตัวของเราเอง จนกระทั่งเขาบอกว่าไฟเขียว (หัวเราะ) ส่วนไฟแดงบ่อยไหมคือบ่อยมาก
สำหรับโมเมนต์คู่ของเราสองคนถามว่าอยากมีอยู่ด้วยกันบ้างไหม นี่ไงเราก็อยู่กันสองคน (มองแม่?) ถามว่าอยากมีโมเมนต์สองคนไหม คือต้องพูดเลยว่า ณ เวลานี้อยู่อย่างนี้โอเคเรามีความสุข มีคุณพ่อคุณแม่มีพี่ชายของน้อง เวลาเราไปเที่ยวไหนต่างจังหวัดต่างประเทศหรืออะไรก็แล้วแต่ ทำไมเราเป็นผู้ชายคนเดียวมาจากต่างบ้านต่างเมืองมาอยู่กับครอบครัวเขา แต่ความสุขที่ได้รับคือเขาดูแลเรา ทั้งคุณพ่อคุณแม่เขาดูแลเรา เราก็เหมือนกับว่าเป็นครอบครัวเดียวกันเหมือนกับเรา คือไม่ต้องการโมเมนต์ที่ต้องไปสองคน คุณแม่ไม่ต้องไปนะ อันนั้นคือมันเป็นเสียงในหัวเฉยๆ แต่ทำไม่ได้ (หัวเราะ)
ถามว่าเรามีการไปขอทางแม่ทับทิมหรือยังว่าเราต้องการรักจริงหวังแต่ง เราก็ไปคุยกันตั้งแต่วันแรกเลยอย่างที่บอก เรียกพ่อเรียกแม่ลงมานั่งเลย ตอนแรกแม่อยู่ข้างบนเขาไม่ลงมา เราเลยบอกว่าเรามีเรื่องจะคุยด้วย เราให้น้องทับทิมไปเรียกแล้วเขาจะไม่ลงมาเราเลยบอกว่าถ้าไม่ลงมาจะขึ้นไปนะ คุณแม่ก็เลยลงมา เราก็เลยบอกว่าแม่ผมขอดูแลน้อง แต่ตอนนี้ก็เป็นจราจรอยู่ คอยดูพฤติกรรมเรา เขาบอกว่าเราอายุห่างกันเยอะมาก บางทีความคิดความห่างมันไม่ตรงกัน อารมณ์มันก็คนละอารมณ์กันในบางครั้ง เราก็ต้องยอมรับว่า เรา 65 แล้ว มันก็จะมีวัยทอง วัยที่หงุดหงิด คือการเป็นผู้ใหญ่มันผ่านไป ทีนี้มันจะเริ่มงอแง คือเรางอแงเขา คือเราอายุมากกว่าทำไมต้องมา… อะไรประมาณนี้ แม่เขาก็อายุเท่ากับพี่ เขาก็พยายามเตือนลูกเขา (หัวเราะ) ส่วนความกดดันที่หลายคนมักจะถามเรื่องข่าวดีของพวกเรา ไม่กดดันครับ เรามีคำตอบให้แล้ว เขามันเขาฟังแล้วเขาก็ยิ้ม”

ทับทิม เผยว่า “คู่เราผันตัวมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์แบบเต็มตัวเลยไหม ก็ไม่ขนาดนั้น จริงๆ แค่ปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามเทรนด์ปัจจุบันมากกว่า ส่วนนี่ (พี่ไทด์) ไม่มีทางเป็นอินฟลูเอนเซอร์แน่นอน ไม่ใช่แนวเลย เรียกว่าวัยรุ่นสร้างตัว (หัวเราะ) อย่างความเห็นเรามองยังไงบ้างที่พี่ไทด์บอกว่าเตรียมรากฐานไว้ให้เราเรียบร้อย ด้วยความที่เป็นผู้ใหญ่ที่พี่ไทด์จะคิดอะไรที่แบบว่ารอบคอบ แล้วก็วางแผนตามขั้นตอนต่างๆ ให้มันมั่นคง เอาจริงๆ สิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้เลยก็เรื่องของความมั่นคงในชีวิต เราคิดว่าทุกคนคงต้องมองหาสิ่งนี้อยู่แล้ว ก็สบายใจค่ะ มันเหมือนแบบว่าเราไม่ต้องมาคอยคิดอะไรคนเดียว เขาคอยดูทางข้างหน้าให้ว่าจะเป็นยังไง
ถามว่าคุณแม่ปล่อยเราหรือยัง เราก็คิดว่าคุณแม่ดูอยู่ห่างๆ จะบอกว่าหลายคนคิดว่าเราไม่มีเวลาส่วนตัวกัน แต่จริงๆ แล้วที่บ้านทับทิมคือทุกคนเข้าใจและให้พื้นที่ส่วนตัวทั้งของทับทิมและของพี่ไทด์ มันก็เลยโอเค ถามว่าเติมความหวานยังไงกันบ้าง ไปทานข้าวด้วยกันก็โอเคแล้ว (ไทด์ : หนังสักรอบยังไม่เคยดูด้วยกันเลย ถามว่าปีนี้จะได้ดูด้วยกันไหม ก็อาจจะได้ดูด้วยกันแต่ก็จะมีบริวาร) เพราะเราไปกันเป็นแก๊ง จริงๆ ด้วยเนเจอร์ของเราทั้งสองคน มันเป็นไลฟ์สไตล์แบบนี้ ไม่ใช่ฝ่ายทับทิมที่จะมีแค่ครอบครัวนะ ยังของพี่ไทด์ก็จะชวนคนสนิทไปด้วยกัน เราจะอยู่กันเป็นกรุ๊ปใหญ่ มีความสุข
แต่ถ้าถามว่าทั้งหมดทั้งมวลคือจะมีข่าวดีในปีหน้า ก็คืออย่างที่บอกเร็วมากน้อยแค่ไหนก็ฝากสปอนเซอร์กับงานพรีเซนเตอร์ด้วยนะคะ ส่วนเรื่องราวของคู่เราถามว่ามันก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าอายุไม่ใช่ปัญหา สำหรับทับทิมทับทิมคิดว่าไม่นะ เราเข้าใจมากกว่า อาจจะด้วยความที่อย่างทับทิมอยู่กับคุณแม่เรารู้แล้วว่าวัยนี้เป็นแบบไหน เราพร้อมรับมือ เราเข้าใจ อยู่ด้วยความเข้าใจกันมากกว่า มีตัวอย่างแล้ว (หัวเราะ) จริงๆ มันแตกต่างกันแค่ตัวเลขมากกว่า แต่อย่างอื่นเรารู้สึกว่ามันไม่ได้แตกต่างกันมากขนาดนั้น”




