จากกรณี “เลขาฯ ป.ป.ส.” เตรียมประชุม “ตำรวจออสเตรเลีย” วันนี้บ่ายสองโมง ขยายผลคดีสาวแอร์ขนเฮโรอีน 1 กก. เข้าเมลเบิร์น ออสเตรเลีย ขณะ “โฆษก ป.ป.ส.” แจง หนุ่มไรเดอร์ที่เข้าพบตำรวจ สภ.สำโรงเหนือ ไม่ใช่ตัวจริง แย้ม เจอตัวละครใหม่ รถเก๋งอีกหนึ่งคัน ตามที่เสนอไปนั้น
อ่านข่าวต่อ : ตัวละครใหม่โผล่! ป.ป.ส.จ่อถกตำรวจออสเตรเลีย สางปมแอร์สาวขนสารเสพติด
เรื่องราวไม่จบเพียงเท่านี้ หลังล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ก.ค. แฟนเพจ “เบลเยียมวันนี้มีอะไร” ได้ออกมาอธิบายเบื้องหลังที่แยบยลของแก๊งค้ายาเสพติด ซึ่งเป็นอุทาหรณ์แก่คนเดินทาง พร้อมระบุข้อความว่า “อ่านข่าวลูกเรือการบินไทย โดนจับคดีจนเฮโรอีนเข้าออสเตรเลีย แล้วอ้างว่าเป็นการรับจ้างหิ้วของ โดยไม่รู้ว่ามียาเสพติดซ่อนอยู่ อยากให้ระวังนะคะ เพราะบางคนแค่พูดง่ายๆ ว่า “จะรับหิ้วอะไรนี่ไม่แกะดูก่อนเหรอ” บางทีแกะก็ไม่รอดค่ะ เช่น กรณีนี้เป็นกระเป๋า ต่อให้คุณเปิดออกมาดูก็ไม่เจออะไร นอกจากจะเอาคัตเตอร์กรีดออกมาเป็นชิ้นๆ นอกจากนี้ ยังมีวิธีที่เนียนกว่านี้ด้วยซ้ำ เพราะในวิธีการซุกซ่อนยาเสพติดแบบเดิมๆ เช่น การยัดไส้ในกระเป๋าเดินทาง การกลืนลงท้อง หรือการซ่อนในสิ่งของเริ่มถูกตรวจจับได้ง่ายขึ้น ขบวนการเหล่านี้จึงหันไปพึ่งพาเทคนิคขั้นสูงทางเคมีที่เรียกว่า การพรางเคมี (Chemical Camouflage) หรือการแปลงสภาพยาเสพติดให้อยู่ในรูปแบบของเหลวเพื่อชุบลงบนวัตถุอื่น”


โดยกระบวนการ “ชุบและสกัด” การลักลอบขนส่งในรูปแบบนี้ไม่ได้อาศัยเพียงแค่การซ่อน แต่เป็นการเปลี่ยนสถานะของตัวยาอย่างสิ้นเชิง ทำยังไง?
1.แปลงสถานะให้เป็นของเหลว คือ ยาเสพติดประเภทผง โดยเฉพาะ โคเคน และ ไอซ์ จะถูกนำไปละลายในสารทำละลายอินทรีย์จนกลายสภาพเป็นของเหลวสมบูรณ์
2.เอาของเหลวนี้ไปฝังตัวในวัสดุ คือ ขบวนการจะนำเสื้อผ้า กางเกงยีน ผ้าห่ม หรือแม้กระทั่งหน้ากระดาษหนังสือ ลงไปแช่ในสารละลายนี้จนเนื้อผ้าดูดซับของเหลวไว้เต็มที่ จากนั้นจะนำไปตากและรีดให้แห้งสนิท ทำให้เสื้อผ้าเหล่านั้นดูเหมือนเสื้อผ้าใช้แล้วทั่วไป แต่อาจมีความแข็ง กว่าปกติเล็กน้อย และมีการฉีดสารเคมีอื่นทับเพื่อกลบกลิ่นไม่ให้สุนัขตำรวจได้กลิ่น
3.เอาไปผ่านการสกัดกลับคืนสถานะที่ปลายทาง คือ เมื่อสินค้าผ่านพิธีการศุลกากรที่สนามบินปลายทางสำเร็จ เสื้อผ้าหรือวัตถุชุบยาเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังห้องปฏิบัติการลับ ซึ่งมีนักเคมีรอใช้สารละลายเฉพาะในการแยก (Extract) ตัวยาออกจากเส้นใยผ้า และนำไปผ่านกระบวนการตกผลึก (Re-crystallization) ออกมาเป็นผงบริสุทธิ์อีกครั้ง
นอกจากนี้ ตัวอย่างคดีจริงในอดีต หลักฐานสายบิน “ยาเสพติดแปรธาตุ” กลวิธีนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่และมีคดีจับกุมที่เกิดขึ้นจริงทั่วโลกมานานหลายปี ดังตัวอย่างคดีสำคัญ อาทิ
-คดีเสื้อโค้ตชุบโคเคน 18 กิโลกรัม ที่ฮ่องกง (ปี 2009) หนึ่งในคดีคลาสสิกเกิดขึ้นที่สนามบินนานาชาติฮ่องกง เจ้าหน้าที่ศุลกากรได้สกัดจับชายวัย 18 ปีที่เดินทางมาจากกรุงลิมา ประเทศเปรู เมื่อตรวจสอบกระเป๋าเดินทางพบเสื้อผ้าจำนวน 35 ตัว มีน้ำหนักรวมกันถึง 18 กิโลกรัม เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นว่าเนื้อผ้ามีความแข็งกระด้างผิดปกติอย่างมาก เมื่อนำไปเข้าห้องแล็บตรวจพิสูจน์ จึงพบว่าเสื้อผ้าทุกตัวถูกชุบด้วยสารละลายโคเคนเหลวมาจนชุ่ม
-คดีเครื่องสำอางซ่อนโคเคนเหลว ที่ไซปรัส กรณีการอำพรางในของเหลวตรง ๆ ก็มีให้เห็นบ่อยครั้ง เช่น คดีที่สนามบินลาร์นาคา ประเทศไซปรัส เจ้าหน้าที่สกัดจับผู้โดยสารวัย 65 ปี พบห่อพลาสติก 10 ห่อ บรรจุของเหลวต้องสงสัยซุกซ่อนเนียนไปกับขวดเครื่องสำอางและแชมพู เมื่อทดสอบทางเคมีพบว่าเป็นโคเคนเหลวบริสุทธิ์น้ำหนักรวมกว่า 4 กิโลกรัม ซึ่งถือเป็นครั้งแรก ๆ ที่ไซปรัสเจอการลักลอบในรูปแบบนี้
-คดีเสื้อเชิ้ตฝังโคเคนข้ามชาติ (ไนจีเรีย-บราซิล) สำนักงานปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติไนจีเรีย (NDLEA) เคยสกัดจับนักธุรกิจรายหนึ่งที่เดินทางมาจากเมืองเซาเปาลู ประเทศบราซิล สู่เมืองเลกอส โดยภายในกระเป๋าเดินทางพบเสื้อเชิ้ตและผ้าขนหนูจำนวน 14 ผืน ที่ผ่านการชุบโคเคนเหลวแล้วนำไปผึ่งแดดจนแห้งและรีดจนเรียบกริบเพื่อตบตา ผลการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการทางนิติวิทยาศาสตร์พบว่ามีปริมาณยาเสพติดแฝงอยู่ถึง 6.1 กิโลกรัม
อีกทั้ง “ความท้าทายและการรับมือของชั้นศุลกากร แม้ว่าเทคนิคนี้จะทำให้ยากต่อการมองเห็นด้วยตาเปล่า หรือการเอกซเรย์ทั่วไป แต่ในปัจจุบันหน่วยงานความมั่นคงทั่วมุมโลกได้ปรับเปลี่ยนวิธีรับมือ โดยไม่พึ่งพาเพียงแค่ลักษณะทางกายภาพภายนอก แต่หันมาใช้ เครื่องสเปกโตรมิเตอร์ แบบพกพา ที่สามารถยิงแสงเลเซอร์ เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างโมเลกุลของวัตถุและของเหลวได้ทันทีโดยไม่ต้องแกะห่อ รวมถึงการใช้ระบบฐานข้อมูลวิเคราะห์ความเสี่ยงของเส้นทางการบิน (Risk Profiling) เพื่อเจาะจงตรวจค้นบุคคลที่เดินทางมาจากประเทศต้นทางที่เป็นแหล่งผลิตใหญ่ ทำให้การพรางเคมีในลักษณะนี้ถูกทลายลงได้ในที่สุด”
ทั้งนี้ “กรณีลูกเรือป้าม่วง จะอ้างว่าไม่รู้ก็ไม่ได้ เพราะผิดทุกกฎ แค่รับจ้าง”หิ้ว” ก็ผิดแล้ว และหิ้วไปแล้วจะมาบอกว่า ไม่ใช่ของฉัน มีคนจ้างฉันหิ้ว ฉันไม่รู้ว่าคืออะไรมันไม่ได้ จริงๆ เวลาเราเดินทางบางทีเขาถึงได้ถามว่า แพ็กกระเป๋าเองไหม มีคนแพ็กกระเป๋าให้หรือเปล่า มีของที่ไม่ใช่ของตัวเองไหม อุทาหรณ์สายรับจ้างหิ้วนะคะ อย่าคิดว่าแกะ, แหก, แงะ ฯลฯ ดูแล้วจะรอดนะ พวกค้ายาเสพติดมันฉลาดแยบยลกว่าเราเยอะ เพราะนี่คืออาชีพของพวกมัน”
ขอบคุณข้อมูลจาก : เบลเยียมวันนี้มีอะไร



