สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ว่านับตั้งแต่เกิดเหตุอากาศยานขนาดเล็ก ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับรถยนต์ พุ่งเข้าชน ซิติก ทาวเวอร์ หรือ ไชน่า ซุน ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของกลุ่มบริษัท ซิติก รัฐวิสาหกิจของจีน โดยอาคารดังกล่าวเป็นตึกระฟ้าสูง 108 ชั้น ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจใจกลางกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. ที่ผ่านมา ส่งผลให้นักบินเสียชีวิต และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 13 คน


จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการชี้แจงสาเหตุอย่างเป็นทางการ และหน่วยงานกำกับดูแลการบินของจีนยังคงปิดปากเงียบ ซึ่งเรื่องนี้กำลังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์อุตสาหกรรมการบินระดับต่ำของประเทศ และทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยทางการบินในเมืองหลวงของจีน


ผู้ให้บริการเที่ยวบินชมทัศนียภาพอย่างน้อยหนึ่งแห่งในกรุงปักกิ่งประกาศระงับให้บริการ ขณะที่บริษัทอีกแห่งในเมืองชิงเต่า ของมณฑลซานตง ก็หยุดให้บริการชั่วคราวเช่นกัน เนื่องจากเหตุการณ์ด้านความมั่นคงที่เกิดขึ้น และยังต้องรอคำชี้แจงอย่างเป็นทางการจากภาครัฐ


อย่างไรก็ตาม บริษัทการบินทั่วไปบางแห่งยังคงดำเนินงานตามปกติ โดยยืนยันว่า หลักสูตรฝึกบินและเที่ยวบินเพื่อประสบการณ์ยังดำเนินการได้ตามปกติ ขณะที่โรงเรียนการบินแห่งหนึ่งในมณฑลหูเป่ย์ยังเปิดรับจองเที่ยวบิงชมทิวทัศน์ตามปกติ


สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน ( ซีเอเอซี ) เคยประเมินว่า เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ ซึ่งครอบคลุมการบินทั้งแบบมีนักบินและไร้นักบินในระดับความสูงต่ำ จะมีมูลค่าสูงถึง 3.5 ล้านล้านหยวน ( ราว 17.21 ล้านล้านบาท ) ภายในปี 2578 และจะเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์สำคัญของจีน


ทั้งนี้ สำนักงานเขตเฉาหยางของกรุงปักกิ่งยืนยันเพียงว่า กำลังสอบสวนสาเหตุของอุบัติเหตุ แต่ไม่ได้เปิดเผยชื่อผู้เสียชีวิตหรือชื่ออาคารที่เกิดเหตุ แม้หนังสือพิมพ์ “ปักกิ่ง เดลี” จะรายงานแถลงการณ์ดังกล่าว แต่สื่อระดับชาติของจีน เช่น สำนักข่าวซินหัว และสถานีวิทยุโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน ( ซีซีทีวี ) ยังไม่ได้รายงานข่าวนี้ ขณะที่ข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ไม่สามารถเข้าถึงได้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในจีน


ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่า ยังไม่มีคำอธิบายว่า เครื่องบินลำดังกล่าวสามารถบินเข้าไปในพื้นที่ใกล้เขตห้ามบินถาวร ซึ่งเป็นที่ตั้งของหน่วยงานรัฐบาลกลาง และสำนักงานใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้อย่างไร


นอกจากนี้ เครื่องบินยังบินผ่านน่านฟ้าที่มีข้อจำกัดสูง ซึ่งใช้สำหรับเครื่องบินโดยสารที่ขึ้นลงท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง หนึ่งในสนามบินหลักของเมือง


ข้อมูลจากเว็บไซต์ติดตามเที่ยวบิน Flightradar24 ในวันเกิดเหตุ พบว่า เครื่องบินโดยสารแอร์บัส เอ330 ของสายการบินไห่หนาน แอร์ไลน์ส ซึ่งเดินทางจากเมืองอุรุมชี ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ต้องชะลอการลดระดับเพื่อลงจอด และไต่ระดับขึ้นอีกครั้ง หลังเส้นทางบินตัดกับเครื่องบินขนาดเล็กลำดังกล่าว ก่อนจะลงจอดได้อย่างปลอดภัยราว 30 นาทีต่อมา


ตามกฎหมายของจีน เที่ยวบินทุกประเภท รวมถึงเที่ยวบินการบินทั่วไป ต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้า โดยผู้ประกอบการต้องยื่นแผนการบินต่อหน่วยงานควบคุมก่อนเวลา 15.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันก่อนบิน และโดยหลักการแล้ว ห้ามทำการบินเหนือเขตเมือง


แม้ยังไม่มีรายละเอียดทั้งหมดของเหตุการณ์ แต่กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ในการป้องกันไม่ให้อากาศยานบินเข้าใกล้อาคารหรือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ไม่ว่าจะเกิดจากความตั้งใจหรืออุบัติเหตุก็ตาม นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวจะทำให้จีนต้องทบทวนแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ ควบคู่กับการยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยให้รัดกุมยิ่งขึ้น.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : REUTERS